แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวัยวะเพศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวัยวะเพศ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564

"น้ำกะหล่ำปลีม่วง" บอกเพศลูกในท้องได้ จริงหรือ?

 รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาไขข้อสงสัยผ่านรายการของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ให้ได้ทราบกันว่า น้ำกะหล่ำปลีม่วง สามารถใช้ทดสอบบอกเพศของลูกในท้องของหญิงตั้งครรภ์ได้จริงหรือไม่?

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

5 ข้อห้ามทำ ถ้าไม่อยากให้ “อวัยวะเพศ” ติดเชื้อ


ถ้าเป็นเรื่องของอวัยวะเพศแล้ว ไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็มีความกระดากปาก และลำบากใจที่พูดถึง หรือปรึกษาคนอื่นเมื่อมีปัญหา ดังนั้นเมื่อมีอาการแปลกๆ เช่นอาการ “ติดเชื้อ” ขึ้นมา หลายคนจึงทนบ้าง หาทางรักษาเองแบบผิดๆ ถูกๆ บ้าง จนในที่สุดอาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าเดิม ดังนั้นทางแก้ก็คือ ดูแลอวัยวะเพศของเราให้ดี อย่าให้เสี่ยงติดเชื้อตั้งแต่เริ่มแรกนั่นเอง 
5 ข้อห้ามทำ ถ้าไม่อยากให้ “อวัยวะเพศ” ติดเชื้อ
  1. ห้ามใส่กางเกงในซ้ำ
บริเวณอวัยวะเพศมีต่อมเหงื่อเหมือนกับบริเวณอื่นๆ ที่มีรูขุมขน แถมยังเป็นจุดอับชื้นเพราะถูกปิดบังด้วยเสื้อผ้า และท่านั่งท่าเดิน การหมักหมมของเหงื่อทำให้เป็นปัจจัยในการเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ และแบคทีเรียก็สามารถเติบโตได้ดี ดังนั้นเราจึงควรเปลี่ยนชั้นในทุกวันเพื่อสุขภาพอนามัยในจุดซ่อนเร้นที่ดี ควรเปลี่ยนชุดชั้นในอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ ในตอนเช้า และก่อนเข้านอน และรีบทำความสะอาดทันทีที่ทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก เช่น ออกกำลังกาย เป็นต้น

  1. ห้ามล้างช่องคลอดด้านใน
ผู้หญิงบางคนอยากให้สะอาดเข้าไปถึงข้างใน จึงพยายามสอดนิ้วเข้าไปล้างด้วยสบู่ หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ตามท้องตลาด แต่ที่จริงแล้วการทำความสะอาดเข้าไปถึงภายในส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าผลดี เพราะสบู่มีค่า pH ที่สูงกว่าช่องคลอด และมีส่วนผสมของน้ำหอม จึงอาจเป็นสาเหตุของผื่นแดง และอาการคัน นอกจากนี้ยังเป็นการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกายไปโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ดังนั้นถ้าอยากทำความสะอาด ควรเลือกเพียงน้ำเปล่า หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะจุดซ่อนเร้นโดยตรง และทำความสะอาดเพียงภายนอกเท่านั้น ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง
  1. ห้ามทาน้ำมัน หรือปิโตรเลียมเจลต่างๆ
บางครั้งเพื่อความสะดวกในการมีกิจกรรมรักด้วยกัน อาจมีการใช้ตัวช่วยที่ให้ช่องคลอดมีน้ำหล่อลื่น เช่น เบบี้ออยล์ หรือปิโตรเลียมเจล แม้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะปลอดภัยเมื่อใช้กับผิวหนังด้านนอกตามปกติ แต่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้กับจุดซ่อนเร้น เพราะหลังจากใช้แล้วทำให้ล้างทำความสะอาดลำบาก และหากเกิดคราบเหนียวตกค้างก็อาจเป็นตัวดักเชื้อโรค และเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ให้มาสะสมกันได้ ดังนั้นหากอยากให้อวัยวะเพศมีความลื่นขณะทำกิจกรรมรัก ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะเท่านั้น

  1. ห้ามเจาะ หรือสัก
เมื่ออวัยวะเพศเป็นจุดซ่อนเร้นที่บอบบาง อับชื้น หมักหมมต่อเหงื่อไคล และติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นการเจาะ หรือสักที่ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นรอยแผล จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงมีคำแนะนำไม่ให้เจาะ หรือสักบริเวณดังกล่าว หากเจาะไปแล้วควรถอดจิว หรืออุปกรณ์ต่างๆ ออกเพื่อให้ผิวหนังกลับคืนสูสภาพเดิม แต่หากสักแล้วก็ไม่ต้องพยายามลบรอยสักแต่อย่างใด

  1. ห้ามสอดใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปข้างใน
ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ก็ไม่ควรสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด เพราะมีความเสี่ยงที่สิ่งของเหล่านั้นจะสารอันตรายที่ทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง เศษดิน หรือฝุ่นละอองต่างๆ หรือแม้ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับส่วนนั้นโดยเฉพาะ (เซ็กส์ทอย) ก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ถ้าไม่ได้รับการทำความสะอาดมากเพียงพอ
ที่มา:sanook

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แม่พาด.ญ.วัย12แจ้งความถูกครูหื่นข่มขืนนานร่วมปี ขู่ทำโทษห้ามบอกใคร

 เมื่อวันที่ 1 ส.ค. นายสมปอง และนางลำพอง (นามสมมติ) ผู้ปกครองของด.ญ.เอ วัย 12 ปี ชาวอ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ พาบุตรสาวซึ่งเรียนอยู่ชั้นป.6 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ละหานทราย เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.ไชยา แก้วยก สารวัตรเวรฯ สภ.ละหานทราย โดยกล่าวหาว่านายไก่ ครูชำนาญการ (คศ.2) สอนชั้นป.3 โรงเรียนเดียวกัน บังคับข่มขืนกระทำชำเราลูกสาวมานานร่วมปี พร้อมข่มขู่ห้ามนำเรื่องไปบอกใครไม่เช่นนั้นจะลงโทษ ทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัวไม่กล้านำเรื่องไปบอกให้ใครทราบ กระทั่งเพื่อนนักเรียน ซึ่งรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนำเรื่องดังกล่าวไปบอกพ่อและแม่ของด.ญ.เอ ซึ่งเบื้องต้นพาบุตรสาวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลละหานทราย ผลตรวจพบว่าที่อวัยวะเพศมีร่องรอยฉีกขาด ขณะที่พนักงานสอบสวนพาด.ญ.เอ ไปสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพที่อัยการจังหวัดนางรอง เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง หากเด็กให้การยืนยันว่าใครเป็นผู้กระทำ ก็จะเรียกผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนตามขั้นตอน
นางลำพอง แม่ด.ญ.เอ กล่าวว่า ไม่เคยคาดคิดว่าครูจะทำกับลูกสาวของตนเองได้ถึงขนาดนี้ ที่ผ่านมาลูกสาวไม่เคยเล่าให้ฟังเลยว่า ถูกครูบังคับขืนใจมาเกือบปีแล้ว คิดว่าลูกคงกลัว เพราะถูกครูข่มขู่ไว้ว่าหากนำเรื่องไปบอกใครจะลงโทษ กระทั่งเพื่อนของลูกสาวมาเล่าให้ฟังก็รู้สึกตกใจมาก จึงพาลูกสาวเข้าแจ้งความเพื่อเอาผิดกับครูคนดังกล่าว พร้อมทั้งอยากเรียกร้องให้ครูคนดังกล่าวย้ายหรือลาออกไป   เพราะหากอยู่ต่อก็จะเป็นภัยต่อบุตรหลานคนอื่นอีก จึงอยากให้ทางต้นสังกัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาผิดถึงที่สุด เพราะหลังจากแจ้งความลูกสาวก็ไม่กล้าไปโรงเรียนอีก
ที่มา>>>ข่าวสด

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พ่อเลี้ยงอุ้มลูกสาววัย 7 ขวบร้องศูนย์ดำรงธรรม ถูกเพื่อนหนุ่มข้างบ้านลวงไปข่มขืน

 เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.ศรีสะเกษ ศาลากลาง จ.ศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ นายสมชัย (นามสมมุติ) อายุ 34 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ อุ้มดญ.เอ (นามสมมติ) วัย 7 ขวบ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยง เข้าร้องเรียนกับนายเสริมศักดิ์ โสภา ผอ.ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดศรีสะเกษว่า ดญ.เอถูกชายหนุ่ม ซึ่งเป็นเพื่อนกับลูกชายของคนข้างบ้านล่อลวงไปข่มขืนกระทำชำเรา ทำให้ลูกร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดและมีเลือดไหลออกจากอวัยวะเพศนายสมชัย พ่อเลี้ยงหนุ่ม ให้การว่า ตนมีอาชีพรับจ้างทั่วไปและพักอาศัยอยู่ที่บริเวณเชิงสะพานขาว อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ โดยตนอยู่กินกับภรรยาซึ่งมีลูกติดมาด้วย 2 คน โดยคนโตเป็นหญิงอายุ 7 ขวบ และคนเล็กเป็นผู้ชายอายุ 4 ขวบ ซึ่งตนและภรรยาจะออกไปทำงานหาเงิน และจะฝากลูกทั้ง 2 คนไว้กับเพื่อนบ้าน ก่อนเกิดเหตุมีคนร้ายเป็นเพื่อนของลูกชายของเพื่อนบ้าน นำกีต้าร์มาเล่นอยู่หน้าบ้าน ซึ่งขณะนั้นลูกสาวของตนกำลังเล่นอยู่หน้าบ้าน ต่อมาคนร้ายลวงลูกเลี้ยงของตนเข้าไปในบ้านและข่มขืน ซึ่งลูกสาวของตนวิ่งร้องไห้ออกมาจากบ้านและร้องให้คนช่วย
นายสมชัย ให้การต่อว่า จนกระทั่งเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมาพบ จึงเข้าไปทำการช่วยเหลือพร้อมทั้งโทรศัพท์แจ้งให้ตนและภรรยาทราบเรื่อง ซึ่งตนและภรรยาจึงรีบกลับมาบ้านและพากันออกไปติดตามหาตัวคนร้ายตามสถานที่ต่างๆ แต่ปรากฏว่าคนร้ายหลบหนีไปแล้ว ตนและภรรยาจึงรีบนำตัวลูกสาวไปที่รพ.ศรีสะเกษ เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน ซึ่งแพทย์เห็นว่า  อาการปลอดภัยแล้ว จึงอนุญาตให้นำตัวลูกสาวกลับมาบ้านได้ จากนั้นให้ภรรยาไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย และมาร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมจ.ศรีสะเกษ เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากว่าครอบครัวของตนมีฐานะยากจน อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้ได้
ด้านนายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ตนจะได้รายงานเรื่องนี้ให้ ผู้ว่าราชการจ.ศรีสะเกษทราบ และจะประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและจะได้ให้ความช่วยเหลือกับ ดญ.เอ  อย่างเร่งด่วนต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด