แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื้อรา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เชื้อรา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565

ระวัง! เครื่องครัวไม้สกปรก เสี่ยงสะสมเชื้อรา-เชื้อโรค

 เครื่องครัวไม้สกปรกเสี่ยงเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเชื้อโรค แนะนำให้หมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ และเก็บรักษาอย่างถูกสุขลักษณะ

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

เตือนภัย "ไม้-ไม้ไผ่" ทำอาหาร เสี่ยงมีเชื้อรา อันตรายต่อผู้บริโภค

 อุปกรณ์ทำอาหารที่ทำจากไม้ หรือไม่ไผ่ เช่น เสื่อม้วนซูชิ อาจมีราขึ้นได้ง่ายถ้าดูแลรักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอ ส่งผลเสียต่อสุขภาพคนกินได้ เตือนผู้ประกอบการร้านอาหาร ใส่ใจถึงความสะอาด และความปลอดภัยของภาชนะต่างๆ ที่ใช้ในการปรุงประกอบอาหาร โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่นำมาจากไม้ หรือไม้ไผ่ หลังใช้งานต้องล้างให้สะอาด ผึ่งแดดให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันเชื้อรา และสร้างความมั่นใจผู้บริโภค

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

7 วิธีป้องกันไม่ให้เกิด "กลิ่นผู้สูงวัย" ตามวิธีของคนญี่ปุ่น

 กลิ่นผู้สูงวัย (Aging odor) เป็นกลิ่นตัวของผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จริงๆ กลิ่นที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งหญิงและชายแต่ดูเหมือนว่าผู้ชายญี่ปุ่นที่มีอายุ 40 ขึ้นไป จะมีโอกาสเกิดกลิ่นผู้สูงวัยได้มากกว่าผู้หญิง คนจำนวนมากจึงเรียกกลิ่นนี้ว่ากลิ่นคุณลุง มาดูสาเหตุการเกิดกลิ่นผู้สูงวัยและวิธีป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นผู้สูงวัยตามที่คนญี่ปุ่นแนะนำกัน

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

“ผู้สูงอายุ” ดูแล “ฟัน” อย่างไรไม่ให้ผุ

 แนะผู้สูงอายุดูแลสุขภาพช่องปากในช่วงสถานการณ์ระบาดของโรค COVID-19 หากดูแลสุขภาพช่องปากตนเองที่บ้านได้ดี ช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2564

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563

"ต้นไม้ในบ้าน" ดีต่อสุขภาพอย่างไร?



 ปัจจุบันกระแสของการปลูกต้นไม้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งในกลุ่มของผู้สูงอายุ วัยทำงาน แม้แต่กลุ่มวัยรุ่นเองก็เริ่มหันมาสนใจการมีต้นไม้ ดอกไม้ ไว้ประดับบ้าน หรืมุมเล็ก ๆ ในห้องนอนส่วนตัวเช่นกัน อีกทั้งยังได้ทั้งเหตุผลในเรื่องของความสวยงาม การคุมโทน อารมณ์ ความรู้สึก เสริมความงดงามทางสถาปัตยกรรม และแน่นอนว่าได้ประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยด้วย แต่ ต้นไม้ในบ้าน จะดีต่อสุขภาพของผู้ที่อยู่อาศัยอย่างไรบ้างนั้น บทความของ วันนี้ได้นำข้อดีต่างๆ มาให้ทุกคนได้ทราบกัน

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

วิธีเลือก ใช้ เก็บ "เขียง" ให้ถูกสุขลักษณะ ลดเสี่ยงท้องเสีย-ท้องร่วง

เขียงสกปรกอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค แนะให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือก การใช้ และการเก็บอย่างถูกสุขลักษณะ หมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

จริงหรือไม่? ใส่หมวกนาน ๆ แล้วจะหัวล้าน?

เคยได้ยินผู้ใหญ่ทักไหมคะว่าการสวมหมวกนานๆ อาจทำให้เราหัวล้าน หรือผมร่วงหนักมากได้ ความจริงแล้วเป็นอย่างที่เขาเชื่อกันหรือเปล่า เรามาดูคำตอบกันค่ะ

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ระวัง! นอนเปิดแอร์ปรับอากาศทั้งวัน ระวังสุขภาพพังไม่รู้ตัว


ถ้าอากาศในเมืองไทยจะร้อนจนพัดลมธรรมดาๆ ก็เอาไม่อยู่ขนาดนี้ การได้แอร์ปรับอากาศมาช่วย ในวันที่อากาศจะทำเราเป็นลม บ้านหรือห้องของเราก็จะกลายเป็นสวรรค์น้อยๆ ที่ทำให้เรากลายเป็นคนอยู่ติดบ้าน รักบ้านขึ้นมาทันที แต่เคยสงสัยไหมคะว่า นอกจากจะเปลืองไฟแล้ว การเปิดแอร์ปรับอากาศทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ จะมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้างหรือเปล่า?
ข้อเสียของการเปิดแอร์ปรับอากาศนอน
1. การใช้แอร์ปรับอากาศตลอดเวลา มีโอกาสทำให้ภายในห้องอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ยิ่งหากมีการปิดม่านกันแสงเข้าห้องด้วยอีกแล้ว อาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อรา หรือไรฝุ่น ตามพรมเช็ดเท้า ผ้าขนหนู ที่นอน ผ้าห่ม หมอน หากดูแลทำความสะอาดไม่ดีพอ
2. หากปรับอากาศให้เย็นในทันที และแอร์ทำความเย็นอย่างรวดเร็ว หลอดเลือดในร่างกายอาจปรับตัวอย่างรวดเร็วเกินไป จนทำให้เกิดอากาศปวดศีรษะได้
3. อากาศเย็นจากแอร์ปรับอากาศ อาจทำให้ผิวหนังแห้ง จมูกแห้ง ตาแห้งได้ หากใครผิวแห้งมากๆ อาจเกิดอาการคันตามผิวหนัง
4. หากไม่ทำความสะอาดแอร์ปรับอากาศให้ดี อาจเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจต่างๆ รมไปถึงภูมิต้านทานโรคต่ำลง จนอาจเป็นหวัด ภูมิแพ้ หรือไอเจ็บคอได้ง่าย เพราะบริเวณเซลล์เยื่อบุโพรงจมูก คอ หลอดลม แห้งเกินไป ไม่มีเมือกที่คอยดักจับฝุ่น หรือเชื้อโรคต่างๆ จึงทำให้เรารับเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น 

วิธีป้องกันโรคต่างๆ ที่มาจากแอร์ปรับอากาศ
1. ลดการใช้แอร์ปรับอากาศลงบ้าง อาจใช้เฉพาะเวลาช่วงหนึ่งๆ หรืออาจจะตั้งให้แอร์ตัดก่อนตื่นนอน 1 ชั่วโมง หากวันไหนอากาศไม่ร้อนมาก ก็ลองใช้พัดลมธรรมดา แทนการใช้แอร์ เป็นต้น
2. อย่าปรับอากาศให้หนาวเย็นจนเกินไป อาจจะอยู่ที่ 25 องศา หรือมากกว่านี้ก็ได้ ให้พอหายร้อนเป็นพอ ไม่ต้องถึงขั้นเปิดแอร์นอน แล้วห่มผ้านวมหนา
3. อย่าปล่อยจมูก คอ หรือหลอดลมแห้งจนเกินไป สังเกตได้จากการหายใจ ที่จะรู้สึกแห้งๆ แสบๆ อาจใส่ผ้าปิดปากบ้าง เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของจมูก และทางเดินหายใจ
4. ดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ หากผิวแห้ง ให้ทาโลชั่น หรือครีมบำรุงผิวด้วย
5. อาจลองเปิดหน้าต่าง เปิดประตู เปิดม่านภายในห้องบ้าง ทำความสะอาดโดยการกวาดบ้าน หรือดูดฝุ่น และถูบ้าน เพื่อกำจัดไรฝุ่นให้ได้มากที่สุด และไล่เอาความชื้นภายในห้องออกไป เพื่อป้องกันเชื้อรา
6. อาจติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ หากคุณมีปัญหาทางเดินหายใจมากจริงๆ เช่น มีโรคหอบหืดเป็นโรคประจำตัว หรือเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัดคัดจมูกบ่อยๆ เป็นต้น
ที่มา:sanook

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

ระวัง! สาเหตุสุขภาพพัง แอร์รถยนต์สกปรก ราขึ้นรถ


อากาศบ้านเราก็ทั้งร้อนทั้งชื้น ทั้งเชื้อรา ทั้งแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ง่ายมากๆ ยิ่งช่องแอร์ถ้าไม่ได้รับการทำความสะอาดบ้าง ลมปะทะหน้าครั้งแรกที่เปิดแอร์นี่เต็มไปด้วยเชื้อราชัดๆ จะไม่ให้ป่วยได้ยังไงไหว ทางการแพทย์เขาเรียกว่า “Sick Car Syndrome” ค่ะ

อาการป่วยจากเชื้อรา แบคทีเรีย และฝุ่นต่างๆ ในรถยนต์

- ไอ

- จาม

- หายใจลำบาก

- ระคายเคืองตา และจมูก จนน้ำมูกน้ำตาไหล

- ง่วงซึม

- แน่นหน้าอก

- ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ

ภูมิแพ้

สเปรย์ฉีดดับกลิ่น น้ำยาดับกลิ่นในรถ ช่วยได้หรือไม่?
หากเป็นสูตรกำจัดแบคทีเรียก็ช่วยได้เพียงระยะหนึ่ง แต่เมื่อฤทธิ์ หรือกลิ่นของน้ำยาหมด แบคทีเรียและเชื้อราก็จะกลับมาอีกอยู่ดี แต่หากเป็นสูตรปรับกลิ่นเฉยๆ ก็ไม่สามารถฆ่าแบคทีเรีย หรือเชื้อราได้

วิธีกำจัดฝุ่น เชื้อราในรถยนต์ สาเหตุของโรคภูมิแพ้

1. หาสาเหตุของกลิ่นอับ หากเปิดประตูเข้าไปแล้วมีกลิ่นเลย กลิ่นอาจจะมาจากที่นั่ง หากมีกลิ่นตอนเปิดแอร์ กลิ่นอาจมาจากแอร์ เป็นต้น เมื่อหาสาเหตุได้แล้วก็จัดการทำความสะอาดซะ

2. หมั่นดูดฝุ่นเบาะนั่งเป็นประจำ โดยเฉพาะเบาะผ้า อย่าลืมดูดฝุ่นพรมที่เท้าด้วย

3. หากมีน้ำ หรือเครื่องดื่มต่างๆ เคยหกใส่เบาะ หรือที่วางเท้า รีบทำความสะอาด และจัดการให้แห้ง

4. อย่าฉีดสเปรย์ น้ำหอม หรือสารเคมีต่างๆ มากจนเกินไป แทนที่จะให้ผลดี กลับให้ผลที่แย่กว่าเดิม

5. หากยังมีเชื้อรา หรือกลิ่นอับชื้นที่แก้ไขเองไม่ได้ ให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
ที่มา:sanook

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2561

5 วิธีสังเกตอาหารบูด เน่าเสีย แม้ว่าจะอยู่ในตู้เย็น


อาหารที่แช่ในตู้เย็น ไม่ได้แปลว่าจะไม่บูดไม่เน่าเสมอไป หลายคนประสบปัญหา แยกไม่ออกว่าอันนี้บูดหรือยัง เน่าหรือยัง ยังทานได้อยู่หรือเปล่า มีเคล็ดลับง่ายๆ มาให้ช่วยสังเกตอาหารเหล่านั้นกันค่ะ

  1. กลิ่นเปลี่ยนไป
วิธีสังเกตง่ายๆ ที่หลายคนมักจะใช้บ่อยๆ คือการดมกลิ่น วิธีนี้ง่าย และให้ผลที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกับอาหารที่เปียกๆ มีน้ำ ไม่ใช่อาหารแห้ง เช่น นม โยเกิร์ต แกงต่างๆ กลิ่นที่เปลี่ยนไปก็อาจจะเหม็นเปรี้ยว เหม็นหืน เรียกง่ายๆ ว่ากลิ่นเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมนั่นแหละ ถ้ากลิ่นไม่ผ่านก็อย่าทานเลย
ปล. แกงที่แช่เย็นจัดๆ ในตู้เย็น ดมกลิ่นตอนที่เย็นๆ อาจจะไม่ค่อยชัดเจน ลองเอาออกมาอุ่น หรือทิ้งไว้ให้หายเย็นแล้วค่อยลองดมใหม่ คราวนี้จะได้กลิ่นชัดขึ้น

  1. เนื้อสัมผัสเปลี่ยนไป
จากโยเกิร์ตที่เด้งดึ๋ง เนียนนุ่ม ตักง่าย กลายเป็นเนื้อแข็งๆ เป็นก้อนๆ ไม่เนียนละเอียดเหมือนเดิม ก็ให้สันนิษฐานได้เลยว่ามันเสียแล้ว นอกจากโยเกิร์ตก็อาจเป็นอาหารประเภทแกง อย่างแกงกะทิต่างๆ ที่อาจจะเนื้อข้น ติดช้อน มีฟอง รวมไปถึงข้าวที่จากเนื้อร่วนๆ เป็นเม็ดๆ อาจจะกลายเป็นข้าวแฉะๆ เหนียวๆ ไม่น่าทานเหมือนเดิม เป็นต้น
  1. พบสิ่งแปลกปลอมในถุง
ขออนุญาตเรียกรวมๆ ว่าสิ่งแปลกปลอม เพราะอันที่จริงแล้วเราหมายถึง “รา” แต่ราที่คุณเห็นในอาหารก็มีหลายชนิด หลายรูปร่าง ขนาด และสี ดังนั้นไม่ว่าสิ่งที่คุณเห็นจะลักษณะเป็นอย่างไร เป็นเยื่อๆ ใยๆ บางๆ เป็นก้อนๆ หรือเป็นสีเขียว สีดำ สีส้ม มีเหลือง ฯลฯ ตราบใดที่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่มันไม่เคยอยู่ในหีบห่อนั่นๆ มาก่อน สันนิษฐานได้เลยว่าอาจเป็นเชื้อรา ทิ้งโลด

  1. รสชาติเปลี่ยนไป
คราวนี้หากไม่เห็นความผิดปกติของอาหารในมือเราเลย คงต้องถึงขั้นลองชิมแล้วล่ะค่ะ ชิมช้อนเล็กๆ ล่ะ อย่าชิมเยอะ หากสัมผัสได้ถึงรสชาติที่เปลี่ยนไป เนื้อสัมผัสที่ได้จากลิ้นเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเปรี้ยวๆ เหม็นๆ แหยะๆ ลื่นๆ ถ้าไม่ปกติเหมือนเดิมก็ทิ้งโลดเช่นกัน

  1. นับวันหมดอายุคร่าวๆ
มาถึงวิธีสุดท้ายสำหรับคนที่ประสาทสัมผัสไม่ได้เรื่องจริงๆ แยกไม่ออกทั้งจากตา จมูก ปาก ลองนึกถึงวันที่ซื้อมาทานวันแรก นับวันดูว่าวันนี้ผ่านไปกี่วันแล้ว อาหารแต่ละอย่างเวลาหมดอายุไม่เท่ากัน แต่หากเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของนม เช่น นม โยเกิร์ต รวมถึงแกงกะทิ และอาหารที่มีส่วนผสมของแป้ง และน้ำตาลมากๆ เช่น ข้าวสวย ขนมจีน เค้ก เบเกอรี่ต่างๆ พวกนี้เก็บได้ไม่นาน หากนับวันแล้วเกิน 7 วัน เราแนะนำให้โยนทิ้งไปได้เลย รวมถึงผักผลไม้ที่เหี่ยวๆ ไม่เหมือนเดิม ก็ควรทิ้งเช่นกัน
สำหรับไข่ไก่ที่แช่ในตู้เย็น อาจจะต้องลองกะเทาะออกมาดูข้างใน ดมกลิ่ม และสังเกตสี และเนื้อสัมผัส ไข่สังเกตได้ง่าย หากไข่เน่าเสียกลิ่นจะแรงมาก ทนทานไม่ได้แน่นอน
ที่มา:sanook