แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบี้ยยังชีพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เบี้ยยังชีพ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

ธารน้ำใจช่วย ‘น้องจอบ’นร.ม.2 ไม่มีพ่อแม่-ชีวิตยากจน บ้านหลังคารั่วจนนอนไม่ได้

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย สจ.สกลนคร เขตอำเภอวานรนิวาส และ นายชัยยันต์ ธานะราช สจ.สกลนคร เขตอำเภอบ้านม่วง ได้นำสิ่งของ รถจักรยาน และเงินสดจำนวนหนึ่งที่มีผู้มอบผ่านนำไปมอบให้กับ ด.ช.เนติศักดิ์ หรือ น้องจอบ กาวงศ์ อายุ 14 ปี อยู่บ้านโพนแพง หมู่ 6 ต.หนองสนม เรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนภูดินแดงวิทยา อ.วานรนิวาส และ ด.ช.เกียรติศักดิ์ หรือ น้องจ้าว แก้วมะณี อายุ 8 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนบ้านโพนแพง ที่ได้ร้องขอให้นายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย สจ.เขตวานรนิวาส ช่วย เนื่องจากฐานะยากจนมีความลำบาก แม่เสียชีวิต พ่อหนีแม่ไปตั้งแต่น้องจ้าวเพิ่งคลอดไม่กี่วัน เนื่องจากแม่ป่วยเป็นโรคร้าย และต่อมาแม่เสียชีวิตลง ต้องอาศัยอยู่กับตา อายุ 87 ปี และยายอายุ 80 ปี และลุง(พี่แม่)ไม่มีครอบครัวที่ป่วยโรคความดัน โดยการรับจ้างและเผาถ่านขาย โดยรายได้อาศัยเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตากับยายคนละ 700 บาท และต่อมาตาป่วยเสียชีวิตลงไป ทำให้ไม่มีเงินเรียนหนังสือเนื่องจากอาศัยรายได้จากเงินของยาย เดือนละ 700 บาทมาเป็นค่าใช้จ่าย สุดทนลำบากจึงร้องขอต่อ สจ.เพื่อหาทางช่วยเหลือ
วันนี้ ได้มี นายศิร พลสา นักพัฒนาสังคมและความมั่นของของมนุษย์ หน่วยที่ 55 ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.สกลนคร พร้อมเจ้าหน้าที่ เดินทางมอบเงินจำนวน 1,000 บาท กับ ด.ช.เนติศักดิ์ หรือ น้องจอบ กาวงค์ ที่โรงเรียนภุดินแดง โดยมีนางไพรวัลย์ ไขลาเมา ผอ.โรงเรียนภูดินแดง และคณะครูอาจารย์ที่ปรึกษา ให้การต้อนรับ
นางไพรวัลย์ กล่าวว่า โรงเรียนอยู่ในสังกัด อบจ.และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดราว 100 กม. การประกอบอาชีพของชาวบ้านส่วนใหญ่ทำการเกษตรทำนาเป็นหลัก สอบถามนักเรียนส่วนใหญ่ค่อนข้างยากไร้อีกมาก จึงช่วยกันตามงบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้มีเมตตาจิตที่ให้การช่วยเหลือ
ด้าน ด.ช.เนติศักดิ์ หรือ น้องจอบ กล่าวว่า เข้าหน้าฝน ตนมีความเป็นห่วงเรื่องที่อยู่อาศัย เพราะบ้านดูจะดี แต่หลังคาสังกะสีเก่ามาก มองเห็นดาวเดือนยามกลางคืน เวลาฝนตกต้องแอบหลบตามมุมบ้านเพราะหลังคารั่ว อยากได้สังกะสีมามุงกันฝนกันแดด เพราะอาศัยหลบแดดฝน โดยเฉพาะยายที่อายุ 80 ปีแล้ว ลำบากมาก หากได้เงินส่วนหนึ่งจะนำมามุงหลังคาบ้านด้วย
นายขจรศักดิ์ เบ็ญชัย สจ.สกลนคร กล่าวว่า บางทีก็น้อยใจที่มีคนบอกว่า ตนสร้างข่าวเพราะอยากดัง แต่ความจริงไม่มีใครรู้ เด็กน้อยตัวเท่านี้ แม่ไม่มีพ่อ แม่ไม่อยู่แล้ว ต้องสู้ชีวิตกับยาย 80 ปี เห็นแล้วจะให้ทำอย่างไร หากไม่ช่วยเหลือ ขอกราบขอบพระคุณผู้มีเมตตาจิตทุกคนที่ช่วยน้อง
ที่มา>>>ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

‘ตาแพน’ซึ้งน้ำใจคนบริจาคเงิน ทอดผ้าป่าส่งผลบุญตอบแทน นำเงินซ่อมบ้าน ลั่นทำนา-สานสุ่มเลี้ยงต่อ

‘ตาแพน’ วัย 72 ปี ชาวบุรีรัมย์ที่ทำเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการที่เก็บสะสมไว้ก้อนสุดท้ายของชีวิต 1.5 หมื่นบาทหล่นหาย เตรียมนำเงินที่ผู้ใจบุญบริจาคช่วยเหลือเกือบ 1.3 ล้าน ซ่อมแซมบ้านที่ผุพังตามฝัน ที่เหลือเก็บไว้เลี้ยงตัว ภรรยาและหลานพิการ ยันยังยึดอาชีพทำนา และสานสุ่มขาย ทั้งตั้งใจทำบุญทอดผ้าป่าส่งผลบุญตอบแทนผู้มีจิตศรัทธา
วันที่ 9 ต.ค. ผู้สื่อข่าวตามติดชีวิตของ ตาแพน แผ้วพลสง อายุ 72 ปี ชาว ต.สะแกซำ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ที่ทำกระเป๋าสตางค์ที่มีเงินสดอยู่กว่า 15,000 บาท ที่คุณตาเก็บสะสมจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั้งของตนเอง ภรรยา รวมถึงเบี้ยคนพิการของหลานสาว และเงินที่ลูกชายส่งมาเป็นค่าเล่าเรียน ซึ่งเป็นเงินเก็บก้อนสุดท้ายของชีวิตหล่นหาย ขณะพา น้องแพม หลานสาวพิการวัย 6 ขวบ ไปทำเรื่องต่ออายุบัตรคนพิการที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์
ล่าสุดหลังมีผู้ใจบุญบริจาคเงินช่วยเหลือเกือบ 1,300,000 บาท คุณตาแพนก็เตรียมที่จะนำเงินที่ได้รับบริจาคไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ มาทำการซ่อมแซมบ้าน ซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมผุพังตามที่ตั้งใจไว้ โดยคาดว่าจะทำการเปลี่ยนหลังคาที่เป็นรูรั่ว ฝาบ้าน ปูพื้น และห้องน้ำจะใช้เงินประมาณ 400,000 บาท พร้อมทั้งชำระหนี้ ธกส. ที่กู้ยืมมาลงทุน 15,000 บาท หนี้กองทุนหมู่บ้าน 20,000 บาท รวมทั้งหนี้ที่ยืมน้องชายมาใช้จ่ายในครอบครัวอีก 37,000 บาท
ทั้งนี้ตั้งใจว่าจะนำเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญทอดผ้าป่าให้กับวัดในหมู่บ้าน เพื่อส่งผลกุศลจากการทำบุญในครั้งนี้ตอบแทนให้กับผู้มีจิตศรัทธาทุกคนที่มีน้ำใจบริจาคเงินช่วยเหลือ ให้ทุกคนมีแต่ความสุข ความเจริญ  ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนเงินที่เหลือก็จะเก็บไว้เลี้ยงตัวเอง ภรรยา ในบั้นปลายชีวิต รวมถึงเก็บไว้เลี้ยงหลานสาวพิการด้วย
คุณตาแพน บอกว่า รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของผู้มีจิตศรัทธาทุกคนที่บริจาคช่วยเหลือ ยืนยันว่าจะใช้เงินที่ได้รับบริจาคให้เกิดประโยชน์แก่ครอบครัว ให้เป็นไปตามที่ผู้ใจบุญตั้งใจช่วยเหลือ และจะใช้อย่างประหยัดที่สุด ทั้งยังยืนยันว่าแม้จะได้รับเงินบริจาคจำนวนมากแล้ว ก็ยังจะยึดอาชีพทำนา สานสุ่มขาย ออกไปจับปู ปลา และใช้ชีวิตแบบพอเพียงเหมือนเดิม เพื่อจะได้เก็บเงินไว้ใช้ยามเจ็บป่วย หรือจำเป็นฉุกเฉิน
ที่มา>>>ข่าวสด