วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จ่อเผ่นหนีตจว.!! ตุ๋นเป็นชาวนาขายข้าว หลัง‘จั๊กจั่น’แจ้งความ เจ้านายผู้ต้องหาร่วมมือตร.

จากกรณี น.ส.อคัมย์สิริ สุวรรณสุข หรือ “จั๊กจั่น” ดาราสาวและผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจ หลังถูกหลอกให้ช่วยประกาศขายข้าวเพื่อช่วยเหลือชาวนาผ่านทางอินสตาแกรม โดยขอให้ผู้ที่ต้องการจะช่วยรับซื้อข้าว ติดต่อกับผู้ขายโดยตรง แต่ปรากฏว่าเมื่อมีผู้โอนเงินไปสั่งซื้อข้าวแล้ว กลับไม่ได้รับข้าวที่สั่งซื้อแต่อย่างใด
ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พ.ย. พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐ์ผล ผกก.สน.ร่มเกล้า กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรอรวบรวมพยานหลักฐาน ใน 2 ส่วน คือ คำให้การของเจ้าของบัญชีที่ได้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งล่าสุดเจ้าของบัญชีรายดังกล่าวจะเข้ามาพบกับพนักงานสอบสวนที่ สน.ร่มเกล้าในช่วงบ่ายของวันนี้ เนื่องจากเมื่อวานติดธุระไม่สามารถเข้ามาให้การได้ และส่วนที่ 2 คือ รอข้อมูล เอกสารการโอนเงินและข้อมูล จาก statement ซึ่งทางธนาคารเจ้าของบัญชีจะต้องเซ็นรับรองข้อมูล หากได้ข้อมูลทั้งหมดก็จะใช้ขอศาลจังหวัดมีนบุรีออกหมายจับผู้ต้องหารายดังกล่าวในข้อหาฉ้อโกงประชาชนต่อไป คาดว่าภายในวันนี้น่าจะสามารถออกหมายจับผู้ต้องหารายดังกล่าวได้
ขณะที่รายงานข่าวแจ้งว่า จากข้อมูลของชุดสืบสวนของ สน.ร่มเกล้าและชุดสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 3 (บก.น.3) พบว่า ขณะนี้ผู้ต้องหายังคงเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และมีแนวโน้มว่าจะหลบหนีไปยังต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องรีบรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อออกหมายจับดังกล่าว อย่างไรก็ตามในคดีดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากเจ้าของบัญชีซึ่งเป็นเจ้านายของผู้ต้องหาและทางธนาคารอย่างมาก ทั้งนี้หากมีผู้เสียหายรายใดที่ถูกผู้ต้องหารายดังกล่าวแอบอ้าง ก็สามารถเข้ามาแจ้งความเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้
ที่มา>>>ข่าวสด

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ยูเอ็นแถลงปี 2559 เป็นปีที่มีอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

01
สหประชาชาติแถลง คาดว่า ปี 2559 จะเป็นปีที่มีอากาศร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเตือนว่าจะส่งผลกระทบมากขึ้นหากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาโลกร้อน
รายงานขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติ เมื่อวานนี้ ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 1.2 องศาเซลเซียสจากในช่วงยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเท่ากับ 16 ใน 17 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อยู่ในศตวรรษนี้ รายงานของยูเอ็นระบุว่าสถิติใหม่เท่ากับโลกใกล้มีอุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาแล้ว ซึ่งหมายถึงแต่ละปีที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นตามไปด้วย เช่นในปี 2558 ที่ว่าอุณหภูมิสูงมากแล้ว ปี 2559 ยิ่งสูงกว่า
โดยยูเอ็นระบุว่า สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงทั้งทางบกและทางน้ำ ยิ่งทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นไปอีกในปีนี้ เช่น เฮอริเคนแมทธิวกระหน่ำเฮติ อุทกภัยในจีน คลื่นความร้อนหลายแห่ง ไฟป่าครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ของแคนาดา และภัยแล้งรุนแรงในประเทศต่างๆ
ที่มา>>>Workpoint Entertainment

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ท้องฟ้าจำลอง จัดดูซูเปอร์มูน ลอยกระทงคืนนี้ เข้มพลุดอกไม้ไฟ

ชวนดูคืนนี้ ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์ฟูลมูน” ดวงจันทร์ใหญ่สุดในรอบ68 ปี ท้องฟ้าจำลองพร้อมหน่วยงานดารา ศาสตร์เครือข่ายอีกกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ ร่วมจัดกิจกรรม ขณะที่ตร.คุมเข้มลอยกระทง ห้ามจุดพุล โคมลอย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเชิญชวนใช้วัสดุธรรมชาติ ชี้ขนมปังไม่เหมาะกับแหล่งน้ำนิ่ง กทม.เปิดสวนสาธารณะ 30 แห่ง ให้ประชาชนร่วมลอยกระทง แต่งดประกวดนางนพมาศ กรมเจ้าท่าส่งจนท. ดูแลความปลอดภัยทั้ง 60 โป๊ะ แจ้งปิดเส้นทางน้ำ ห้ามเรือใหญ่วิ่งตั้งแต่สะพานพระราม 7 จนถึงสะพานพระราม 9 ช่วง 4 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เผยมาตรการดูแลความปลอดภัยช่วงวันลอยกระทง ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ว่า ได้สั่งการให้รองผบช.น. ลงพื้นที่สั่งการเฝ้าระวังตามจุดสำคัญต่างๆ ซึ่งต้องมีการแจ้งให้ทราบว่าช่วงระหว่างนี้ ห้ามมีการจัดงานลักษณ์มหรสพที่มีการใช้เสียงดัง เช่น จุดพลุ ประทัด รวมทั้งการจุดโคมลอย ขอความร่วมมือไม่ให้จำหน่ายและจุด ส่วนกรณีเด็กแว้นได้สั่งการให้ พล.ต.ต. จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รรท. รอง ผบช.น.ดูแลงานจราจร ดูแลกรณีดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกันนายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากสถิติการจัดเก็บกระทงในเขตกรุงเทพฯ ในปี 2551-2557 พบว่าสัดส่วนกระทงที่ทำจากโฟมมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมไทยและรักษาสิ่งแวดล้อม คพ. จึงขอเชิญชวนประชาชนลอยกระทงรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้วัสดุลอยกระทงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ในพื้นที่ที่มีน้ำนิ่ง ให้ใช้วัสดุใบตอง ในพื้นที่น้ำไหล มีปลา อาจให้ใช้กระทงขนมปังที่เป็นอาหารปลาได้หรือใบตองก็เหมาะสำหรับทุกแหล่งน้ำ เนื่องจากค่อยๆ ย่อยสลายทางธรรมชาติ ไม่ทำให้น้ำเสีย และเราสามารถช่วยลดปริมาณกระทงลงได้ซึ่งถ้าไปด้วยกัน ครอบครัวเดียวกัน ก็ใช้กระทงร่วมกันเพียงอันเดียว ควรหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุจากโฟมและพลาสติก รวมถึงกระทงจากขนมปังหากอยู่ในแหล่งน้ำปิด เช่น สระน้ำในวัด หนองน้ำ หรือแม่น้ำลำคลองที่มีความสกปรกเดิม อยู่แล้ว แม้สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ แต่หากมีปริมาณมากในแหล่งน้ำก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดน้ำเน่าเสียได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันสำนัก สิ่งแวดล้อม (สสล.) กำหนดเปิดสวนสาธารณะ 30 แห่ง เพื่อให้ประชาชนพาครอบครัวเข้าไปลอยกระทง ได้แก่ 1.สวนลุมพินี เขตปทุมวัน 2.สวนจตุจักร เขตจตุจักร 3.สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เขตจตุจักร 4.สวนพระนคร เขตลาดกระบัง 5.สวน 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เขตลาดกระบัง 6.สวนสราญรมย์ เขตพระนคร 7.สวนรมณีนาถ เขตพระนคร 8.สวนสันติชัยปราการ เขตพระนคร 9.สวนธนบุรีรมย์ เขตทุ่งครุ 10.สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม 11.สวนนวมินทร์ภิรมย์ เขตบึงกุ่ม 12.สวนหนองจอก เขตหนองจอก 13.อุทยานเบญจสิริ เขตคลองเตย 14.สวนเบญจกิตติ เขตคลองเตย 15.สวนน้ำบึงกระเทียม เขตมีนบุรี 16.สวนวารีภิรมย์ เขตมีนบุรี 17.สวนราษฎร์ภิรมย์ เขตมีนบุรี 18.สวนเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนม พรรษา (ฝั่งพระนคร) เขตบางคอแหลม 19.สวนสันติภาพ เขตราชเทวี 20.สวนกีฬารามอินทรา เขตบางเขน 21.สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง 22.สวน 50 พรรษา มหาจักรีสิรินธร เขตประเวศ 23.สวนวนธรรม เขตประเวศ 24.สวนทวีวนารมย์ เขตทวีวัฒนา 25.สวนหลวงพระราม 8 เขตบางพลัด 26.สวนสาธารณะบึงน้ำลาดพร้าว 71 เขตลาดพร้าว 27.สวนสิรินธราพฤกษาพรรณ เขตบางกอก น้อย 28.สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เขตบางกอก น้อย 29.สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เขตสาทร และ 30.สวนพระยาภิรมย์ เขตคลองสามวา ส่วนสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และ สวนหลวง ร.9 ไม่เปิดให้ประชาชนไปลอยกระทง
นอกจากนี้ทั้ง 30 สวน จะไม่มีการจัดประกวดนางนพมาศ รวมถึงการแสดงกิจกรรม บันเทิงหรือมหรสพต่างๆ โดยจะจัดให้มีเฉพาะการลอยกระทงตามประเพณีเท่านั้น ทางด้านนายกริชเพชร ชัยช่วย ผู้อำนวยการสำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ กรมเจ้าท่า ลงพื้นที่ตรวจสอบโป๊ะเรือต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมการลอยกระทงตามท่าเรือต่างๆ อาทิ ท่าเตียน ท่าพรานนก ท่ายอดพิมาน เป็นต้น
นายกริชเพชรกล่าวว่า กรมเจ้าท่าได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวกับการจัดงานในก่อนหน้านี้แล้ว โดยแบ่งพื้นที่ในการดูแลความปลอดภัย รวมถึงการดำเนินการตรวจสอบโป๊ะของท่าเรือต่างๆให้มีความพร้อม โดยจำนวนกว่า 60 ท่าเรือ ที่จะมีการจัดกิจกรรมในวันพรุ่งนี้ จะส่งเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย ทั้งท่าเรือของกรมเจ้าท่าและของหน่วยงานเอกชน นอกจากนี้ในช่วงเวลา 16.00-24.00 น. ของวันที่ 14 พ.ย. จะมีการปิดการจราจรทางน้ำ ตั้งแต่ช่วงสะพานพระราม 7 จนถึงสะพานพระราม 9 โดยไม่ให้เรือบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่ เพื่อเปิดพื้นที่การจราจรทางน้ำให้กับเรือขนาดเล็ก ที่จะเข้ามาร่วมงานประเพณีลอยกระทงและโดยสารรับ-ส่งประชาชนเท่านั้น
ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันลอยกระทงในวันที่ 14 พ.ย.นี้ รัฐบาลประกาศให้ทุกหน่วยงานจัดกิจกรรมได้ตามปกติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ขอให้ประชาชนใช้โอกาสนี้สืบสานประเพณีไทยที่งดงามและสนุกสนานรื่นเริงได้ตามสมควร ควบคู่กับการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะในด้านทรัพยากรน้ำและขอให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ช่วยกันปลูกฝังบุตรหลานและนักเรียนให้มีจิต สำนึกที่ดี ไม่คำนึงถึงแต่ความสนุกสนานในช่วงเทศกาลเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้จังหวะเวลานี้เรียนรู้แก่นแท้ของวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณ และเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรน้ำ เพราะน้ำคือชีวิตทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อม
เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ห้องศปก.สน.วัดพระ ยาไกร พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รรท.รอง ผบช.น. (หน.มค.) พ.ต.อ. รัชพล ชนะศรีขจร ผกก.สน.วัดพระยาไกร เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.วัดพระยาไกร และทหารม.พัน.24 รักษาพระองค์ ร่วมกันเข้าประชุมแผนการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรช่วงเทศกาลลอยกระทงที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ถนนเจริญกรุง แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กทม.
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวว่า จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวมากกว่า 3-5 หมื่นราย จึงต้องเฝ้าระวังรวมทั้งประชาสัมพันธ์เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของสน.วัดพระยาไกร มีจุดท่าน้ำรวมทั้งสิ้น 7 จุด โดยจุดหลักคือท่าน้ำเอเชียทีคฯ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยอาสาตำรวจบ้านจะร่วมกันกระจายกำลังช่วยดูแลความเรียบร้อย โดยมีจุดเฝ้าระวัง และคอยอำนวยความสะดวกรวม 6 จุด ชุดเคลื่อนที่เร็วอีก 6 นาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบกระจายกำลังในพื้นที่รวมทั้งสิ้น 100 กว่านาย ทั้งยังมีจุดสังเกตการณ์มุมสูง รวมทั้งบริเวณทางเข้ามีจุดคัดกรองนักท่องเที่ยวหลัก ขณะเข้ามาในพื้นที่จะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือพาสปอร์ต ตรวจค้นสัมภาระและห้ามนำประทัดเข้ามาในพื้นที่เด็ดขาด อีกทั้งบริเวณโดยรอบมีกล้อง ซีซีทีวีทั้งหมด 188 ตัว มีลานจอดรถรวม 2 จุด คือภายในพื้นที่เอเชียทีคฯ สามารถจอดได้รวม 600 คัน และฝั่งตรงข้ามอีก 800 คัน โดยทางเข้าจะมีกล้องซีซีทีวีจับภาพบันทึกใบหน้าของผู้ขับขี่และป้ายทะเบียนรถ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องตรวจกระจกส่องใต้ท้องและเปิดฝากระโปรงท้ายรถทุกคัน ยังมีรถพยาบาลอีก 2 คัน หากประสบเหตุการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคืนวันที่ 14 พ.ย. ซึ่งเป็นวันลอยกระทง จะมีปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวง ปรากฏในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปีนี้ ที่ระยะห่างประมาณ 356,511 กิโลเมตร และยังเป็นการโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบ 68 ปี
นายศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) อธิบายว่า ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ดวงจันทร์เต็มดวงจะปรากฏในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปีนี้ นับตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2491 ที่ระยะห่างประมาณ 356,462 กิโลเมตร เราจะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าขณะอยู่ไกลโลกมากที่สุดประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ และมีความสว่างมากกว่าประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ หรือเรียกว่า “ซูเปอร์ฟูลมูน (Super Full Moon)”
นายศรัณย์กล่าวว่า จะสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออก หลังดวงอาทิตย์ตก ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น.เป็นต้นไป วันดังกล่าวยังตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งเป็นวันลอยกระทงของไทยอีกด้วย ผู้สนใจสามารถเฝ้ารอชม และเก็บภาพความสวยงามของดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบ 68 ปีในคืนวันลอยกระทงกันได้ทั่วประเทศ ทั้งนี้ สดร.จะจัดกิจกรรม 3 จุดสังเกตการณ์หลัก ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา พร้อมหน่วยงานดาราศาสตร์เครือข่ายอีกกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ เชิญชวนประชาชนร่วมส่องจันทร์ดวงโต และวัตถุท้องฟ้าชัดเต็มตาด้วยกล้องโทรทรรศน์หลายรูปแบบ ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 08-4088-2264
ขณะที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) สำนักงาน กศน. ขอเชิญร่วมกิจกรรมฟรี (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ตั้งแต่เวลา 18.00-21.00 น. ทั้งส่วนของการสังเกต การณ์ด้วยตาเปล่า กล้องสองตา กล้องโทร ทรรศน์ ณ บริเวณลานอิฐแดง ด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ปรากฏการณ์ซูเปอร์มูน (Super Moon) ด้วยการบรรยายถึงการเกิดปรากฏการณ์ ดังกล่าว ผ่านการแสดงทางท้องฟ้าจำลอง จำนวน 2 รอบ รอบละประมาณ 30 นาที (รอบ 19.00 น. และรอบ 19.30 น.) ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้ารับฟังการบรรยายในท้องฟ้าจำลอง สามารถติดต่อรับบัตรสำรองการเข้าร่วมฟังการบรรยายครั้งนี้ ที่ด้านหน้าอาคารท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-2391-0544 และ 0-2392-1773 และ 08-9501-3085
ที่มา>>>ข่าวสด

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ผู้ช่วยพยาบาลก่อเหตุขโมยเด็กทารกแรกเกิดจาก รพ. อ้างตัวเองแท้งกลัวโดนสามีทิ้ง


ผู้ช่วยพยาบาลเข้าให้ปากคำพร้อม ผอ.รพ.น่าน
เมื่อวันที่ 12 พ.ย. พ.ต.อ.วีระชัย บั้งเงิน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย พ.ต.อ.ประยูร ชำนาญคง ผู้กำกับ สภ.เมืองน่าน นำกำลังชุดสืบสวน เร่งติดตามคนร้ายก่อเหตุลักพาเด็กทารกแรกเกิดอายุ 10 วัน หนีออกจากโรงพยาบาลน่าน หลังได้รับแจ้งจาก นายแพทย์พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ รพ.น่าน โดยเร่งสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นหญิง อายุ 22 ปี เป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลน่าน ตรวจสอบกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล  พบว่าผู้ก่อเหตุได้อุ้มเด็กทารก หลบหนีออกจากประตูหลังของโรงพยาบาลโดยมีรถยนต์มารอรับ
 โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.น่าน และ ชุดสืบสวน สภ.เมืองน่าน เร่งติดตามค้นหา ทั้งที่หอพัก บ้านพัก บ้านญาติและเพื่อนๆ โดยเฉพาะเพื่อนสนิทที่ทำงานอยู่ในแผนกเดียวกัน จนสามารถทราบเบาะแสว่าผู้ก่อเหตุได้พาเด็กทารกมาพักหลบอยู่ที่ร้านเสริมสวย นางญวน (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นร้านของแม่แฟนหนุ่ม ซึ่งคบกันมาประมาณ 1 ปี อยู่ห่างจากโรงพยาบาลน่านเพียง 500 เมตร จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบและจับกุม พร้อมนำเด็กทารกส่งกลับคืนสู่อ้อมอกครอบครัวอย่างปลอดภัย
 จากการสอบสวนนางญวน ให้การว่า ลูกชายพร้อมด้วยผู้ก่อเหตุ ได้พากันมาที่บ้านซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ทำเป็นร้านเสริมสวย โดยผู้ก่อเหตุบอกว่าคลอดลูกแล้ว ขอมาพักก่อน ซึ่งตนก็เห็นว่าไม่ได้เตรียมของสำหรับเด็กอ่อน จึงได้ให้เงินลูกชายได้ซื้อของใช้จำเป็นมา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับกุม จึงได้ทราบว่าผู้ก่อเหตุขโมยเด็กทารกออกมาจากโรงพยาบาล ขณะที่ตัวของแฟนหนุ่มก็ยังรู้สึกงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
 ทางด้าน พ.ต.อ.ประยูร  ชำนาญคง ผู้กำกับ สภ.เมืองน่าน  เปิดเผยหลังสอบปากคำผู้ต้องหา โดยมีเพื่อนสนิทและ นพ.พงษ์เทพ  วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ รพ.น่าน ร่วมกันให้ข้อมูล ทำให้ทราบว่า ผู้ต้องหามีประวัติการตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลน่าน มีกำหนดคลอดวันที่ 20 พ.ย.59 แต่ผู้ต้องหาให้การว่าได้แท้งลูก และกลัวว่าจะถูกฝ่ายชายทอดทิ้ง จึงได้วางแผนทำทีไปขอชั่งน้ำหนักเด็กทารกในแผนกคลอดกับผู้เป็นแม่ จากนั้นจึงได้นำเด็กหนีออกจากโรงพยาบาลโดยหลอกให้แฟนหนุ่มมารอรับ จนกระทั่งถูกติดตามจับกุม
 โดยพนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การพร้อมตั้งข้อกล่าวหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันควร เพื่อดำเนินคดีทางอาญาตามกฎหมายต่อไป ขณะที่ฝากแจ้งเตือนถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดขึ้นจากความไว้เนื้อเชื่อใจเนื่องจากผู้ต้องหาเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่อ้างถึงการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตามขอให้พ่อแม่ทุกคนอย่าได้ไว้ใจปล่อยเด็กไปกับคนแปลกหน้าไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามขอให้ติดตามเด็กอย่าให้คลาดสายตา
ที่มา>>>ข่าวสด

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สะเทือนใจ! ศพทารกยัดใส่กล่องโยนริมถนนลาดพร้าว เปิดวงจรปิดล่าคนทิ้ง

เมื่อเวลา 05.00 น.วันที่ 11 พ.ย. ร.ต.ท.ภาณุ กาฬสินธ์ รอง สว.(สอบสวน) สน.โชคชัย รับแจ้งพบศพทารกแรกเกิด ภายในรถเก็บขยะ กทม. ซึ่งจอดอยู่ตรงข้ามปากซอยนาคนิวาส 3 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. จึงรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุพบรถเก็บขยะของสำนักงานเขตลาดพร้าวหมายเลขทะเบียน 61-7987 กทม.จอดอยู่ริมถ.นาคนิวาส พบกล่องสีน้ำตาลถูกปิดปากกล่องด้วยเทปกาวสีดำ จากการตรวจสอบภายในกล่องกระดาษพบศพทารกแรกเกิดเพศชาย อายุในครรภ์ประมาณ 4-5 เดือน มีสายสะดือติดอยู่ ถูกใส่อยู่ภายในกล่องพลาสติกสี่เหลี่ยม ซึ่งห่อหุ้มด้วยลังกระดาษ
จากการสอบสวน นายองอาจ ถูพรมมี อายุ 46 ปี พนักงานฝ่ายเก็บขน สำนักงานเขตลาดพร้าว ให้การว่า เกิดก่อนเหตุตนได้นำรถเก็บขยะของกทม.ออกมาเก็บขยะตามปกติอยู่บริเวณถนนนาคนิวาส จนมาถึงสถานที่ก่อนพบศพประมาณ 100 เมตร พบกองขยะซึ่งเป็นถุงดำและกล่องดังกล่าว ก่อนที่ตนจะโยนใส่ในบริเวณที่เก็บขยะด้านหลังรถ และเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนได้คัดแยกขยะจนพบกล่องดังกล่าวและเปิดดูภายในกล่องพบว่าเป็นศพทารก จึงรีบแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบ
ด้าน ร.ต.ท.ภาณุ กล่าวว่า หลังจากนี้จะนำศพทารกรายนี้ไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิต ก่อนที่จะประสานฝ่ายสืบสวน สน.โชคชัย เพื่อทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุและใกล้เคียงว่าผู้ใดเป็นคนนำกล่องดังกล่าวมาทิ้ง ก่อนที่จะเชิญตัวมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำ ต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หนุ่มโดนฟันแขนเหวอะ เหตุวัยรุ่นเจ้าถิ่นเลือดร้อนเดินสวน ตอนเว้าอีสานกับเพื่อนคิดว่าไปด่า

เมื่อเวลา 01.30 น.วันที่ 10 พ.ย.2559 ร.ต.อ.บุญเลิศ  เหล็กมา รองสว.(สอบสวน) สภ.พระประแดง ได้รับแจ้งมีเหตุวัยรุ่นยกพวกทำร้ายร่างกายมีผู้ถูกฟันด้วยอาวุธมีดได้รับบาดเจ็บที่ แฟลตการเคหะพระประแดง ต.บางจาก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ  จึงพร้อมด้วยชุดสืบสวนและมูลนิธิร่วมกตัญญูรุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุ แฟลตการเคหะพระประแดง ตึก เอ บริเวณชั้นที่ 5 หน้าห้อง171 พบ นาย ยอดเยี่ยมดี เทพอวยพร อายนุ 34 ปี นอนร้องครวญคราง จมกองเลือด ตรวจสอบที่บริเวณต้นแขนซ้ายถูกฟันด้วนอาวุธมีดเป็นแผลลีกถึงกระดูก เลือดไหลไม่หยุดใกล้กัน พบนาย ประดิษฐ์ เทพอวยพร อายุ 28 ปี นอนสลบไม่ได้สติ ที่ใบหน้าและท่อนแขนซ้ายมีรอยเขียวช้ำ  เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูรีบช่วยเหลือและนำตัวส่ง รพ.บางประกอก 3201611100812072-20041020105821จากการสอบสวน นายธงชัย ทองอินทร์ อายุ 25 ปี คนเห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ เห็นนายยอดเยี่ยมดี ขี่จยย.มาส่งนายประดิษฐ์ และมานั่งดื่มสุรากันอยู่ที่ร้านใกล้กับที่เกิดเหตุ สักพักก็พากันเดินขึ้นตึกที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นห้องพักของนายประดิษฐ์ และพูดคุยกันเป็นภาษาถิ่นทางภาคอีสาน และเดินสวนทางกับวัยรุ่นเจ้าถิ่นที่พักอยู่บนตึกเดียวกัน ฟังฟังภาษาถิ่นอีสานไม่ออกคิดว่าทั้ง 2 คน ด่าตนเองจึงไปพาพวกมา 3 คนพร้อมอาวุธ ทั้งมีดและไม้ เข้ารุมทำร้ายทั้ง 2 คน จนได้รับบาดเจ็บและสลบไป
ด้าน ร.ต.อ.บุญเลิศ  เหล็กมา รองสว.(สอบสวน) สภ.พระประแดง หลังตรวจสอบที่เกิดเหตุและตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในตึก และพยานที่พบเห็นจะได้ติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

พบอีกกองทัพผีเสื้อมวนหวานบุกเจาะกินมะม่วงชาวสวนที่ประจวบคีรีขันธ์


วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สวนมะม่วง ในพื้นที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังทราบว่าสวนมะม่วงของชาวบ้านกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาผีเสื้อมวนหวานบุกเจาะกินผลมะม่วงเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับเกษตรกรในพื้นที่ อ.สามร้อยยอด ที่กำลังได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้
นายพนม ซำเผือก ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงส่งออกนอกฤดูอ่าวน้อย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดภาวะภัยแล้งอย่างหนัก ประกอบกับล่าสุดสภาพอากาศที่มีฝนตกติดต่อกันนานหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระบาดของผีเสื้อมวนหวาน เมื่อในป่าไม่มีอาหารกินเพราะภัยแล้ง ผีเสื้อมวนหวานจึงออกจากป่ามากินผลไม้ของชาวไร่ โดยบุกเจาะทำลายผลไม้เกือบทุกชนิด เช่น มะละกอ สับปะรด ลองกอง ฯลฯ แต่ที่ผีเสื้อมวนหวานชอบมากเป็นพิเศษ คือ มะม่วง เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีความหวาน มัน ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลผลิตของมะม่วงนอกฤดูที่ทยอยเก็บเกี่ยวได้ในช่วงนี้และเป็นมะม่วงเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศเป็นหลัก โดยพบว่าเกษตรกรกว่า 40 ราย ซึ่งปลูกมะม่วงกว่า 3,000 ไร่ ผลผลิตมะม่วงที่แก่ใกล้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายราว 80-90 เปอร์เซ็นต์ เหลือแต่ผลมะม่วงขนาดเล็กที่ยังไม่ได้ขนาดที่ยังรอดพ้นไม่ถูกผีเสื้อมวนหวานเจาะผลทำลายจนเน่าเสีย
นายพนม กล่าวต่อว่า ผีเสื้อมวนหวานจะเลือกมะม่วงที่เริ่มแก่ ใช้ปากดูดเจาะกินเนื้อด้านใน ซึ่งปากแผลที่ผิวมะม่วงเป็นรูขนาดเล็ก แต่จะทำให้ภายในผลมะม่วงเน่าเสียภายใน1-2วันเท่านั้น ก่อนที่ผลจะร่วงลงพื้น ซึ่งเกษตรกรต้องรีบนำถุงคาร์บอนมาสวมครอบลูกมะม่วงตั้งแต่ผลมีขนาดเล็กประมาณไข่ไก่ ก่อนที่จะถูกเจาะ ซึ่งทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีกไร่ละ 8,000 บาท และต้องฉีดสารสกัดจากสะเดา ร่วมด้วยในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันต้องรีบห่อผล หากห่อไม่เสร็จก็ต้องฉีดสารสะเดาทุกคืน หรือต้องคอยมาจับผีเสื้อที่ลงกินมะม่วง ซึ่งจับได้ค่อยข้างยาก
สำหรับผลผลิตมะม่วงส่งออกนอกฤดูของตำบลอ่าวน้อย ส่วนใหญ่ปลูกมะม่วงพันธุ์ น้ำดอกไม้สีทอง โชคอนันต์ เขียวเสวย และฟ้าลั่น เป็นหลัก เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และฝั่งยุโรป ซึ่งราคาล่าสุด มะม่วงเกรดเอ ผิวสวยไร้ตำหนิ รับซื้อที่หน้าสวนกิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนผลมะม่วงที่มีร่องรอยตำหนิจาก ราน้ำค้าง หรือเพลี้ยไฟ จะไม่ผ่านการส่งออก ถูกคัดเกรดมาจำหน่ายในประเทศ ราคาเหลือเพียง กิโลกรัมละ 50 บาท
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการเนื่องจากยังไม่สามารถประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติได้ เบื้องต้นเกษตรกรต้องช่วยตัวเองไปก่อน ด้วยการฉีดสารและห่อผล ก่อนที่จะถูกกัดกินรุนแรงหนักขึ้น ซึ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ
ที่มา>>>ข่าวสด