แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ดำน้ำเกาะรอกช็อกดับ!! นักท่องเที่ยวเช่าเรือยอชต์ไปลังกาวี แวะเที่ยวกระบี่ เป็นศพดับสลด

เมื่อช่วงเช้า วันที่ 6 ธ.ค. พ.ต.ท.นฤวัต พุทธวิโร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้รับเเจ้งจากชาวออสเตรียว่า มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตขณะดำน้ำดูปะการังบริเวณเกาะรอก จังหวัดกระบี่ เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา เเละจะนำศพผู้เสียชีวิตมาขึ้นยังท่าเรือฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต
หลังรับเเจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาเเละประสานสถานกงสุลประจำภูเก็ต เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ฉลอง เเละเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยร่วมใจภูเก็ตเพื่อช่วยรับศพเเละอำนวยความสะดวก โดยนำศพผู้เสียชีวิตส่งต่อยังโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต201612060932422-20160211172134ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตทราบชื่อ คือ นาย faupel Klausjoachim อายุ 75 ปี สัญชาติออสเตรีย ซึ่งได้เดินทางมากับเพื่อน 10 คน เดินทางเข้ามาประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยได้เช่าเรือยอชต์ของท่าเรือยอชต์เฮเว่น ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อเดินทางไปยังเกาะลังกาวีประเทศมาเลเซีย ระหว่างทางได้แวะท่องเที่ยวดำน้ำที่เกาะรอก จ.กระบี่ โดยลงไปดำน้ำกับเพื่อนรวม 4 คน ระหว่างดำน้ำอยู่นั้นได้เกิดช็อกกะทันหันและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เพื่อนๆ จึงได้ติดต่อนำศพผู้เสียชีวิตมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือฉลองเพื่อนำกลับประเทศต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บั้งไฟพญานาคขึ้นแล้ว ลูกแรกพุ่งขึ้นจากน้ำโขง อำเภอปากคาด

เมื่อเวลา 18.50 น.วันที่ 16 ต.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานจากลานพญานาคเขตเทศบาลอำเภอปากคาด จ.บึงกาฬ ว่าขณะที่นักท่องเที่ยวและประชาชนหลายหมื่นคนนั่งรอชมบั้งไฟพญานาคอยู่ที่ริมน้ำโขง ได้มีลูกไฟสีแดงอมชมพูพวยพุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขงติดต่อกัน 4 ลูกในเวลา 18.49 นาฬิกา และยังขึ้นตามมาอีก 3 ลูก รวมเป็น 7 ลูก ทำให้ประชาชนที่มาจากต่างจังหวัดและนั่งรอชมต่างเฮลั่นสนั่นริมโขง บางคนต่างยกมือสาธุท่วมหัวที่ได้เห็นเป็นบุญตา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวที่มารอชมครั้งแรกได้เห็นปรากฏการณ์ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ส่วนที่วัดอาฮงศิลาวาส มีนักท่องเที่ยวและผู้ที่มาทำบุญนั่งรอชมเป็นจำนวนมากเช่นกัน นอกนั้นก็ยังมีประชาชนรอชมบั้งไฟพญานาคอยู่ที่ริมน้ำโขงบ้านท่าดอกคำ และบ้านท่าสีไค อ.บึงโขงหลง
ขณะที่บ้านบุ่งคล้าเหนือ ต.บุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ นายสาธิต ศิริสวัสดิ์ นายอำเภอบุ่งคล้า เป็นประธานพิธีสวนมนต์เจริญภาวนา รักษาศีล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และยังได้จัดสมุดลงนามถวายความอาลัยอีกด้วยและเนื่องจากวันนี้ตรงกับวันออกพรรษา อำเภอบุ่งคล้า มี 3 ตำบล 25 หมู่บ้าน ได้พร้อมใจกันจัดทำเรือไฟ เพื่อบูชาพญานาค และพระแม่คงคา โดยเฉพาะ อำเภอบุ่งคล้า อยู่ตรงข้ามบ้านปากกระดิ่ง ของสปป.ลาว โดยประชาชนทั้งสองฝั่งมีความเลื่อมใสศรัทธาเจ้าโต่ง ซึ่งตามความเชื่อของชาวบ้านทั้ง 2 ฝั่งโขง เจ้าโต่งเป็นเทพที่คอยปกปักรักษาคุ้มครองประชาชน 2 ฝั่งโขง จึงได้จัดให้มีพิธีเซ่นไหว้ศาลเจ้าโต่งเพื่อความเป็นศิริมงคลอีกด้วย หลังจากนั้นชาวบ้านจึงได้ร่วมใจกันไหลเรือไฟลงในแม่น้ำโขง ซึ่งเรือไฟที่ชาวบ้านช่วยกันทำมาจากวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ไม้ไผ่ เตย คล้า จักตอก และธูปเทียน ถือเป็นประเพณีที่งดงามของชาวอำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ
ที่มา>>>ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

โรงแรมอิสติน ตัน ยื่นอุทธรณ์ หลังถูกสั่งปิด พบยังมีนักท่องเที่ยวเข้าพักปกติระหว่างร้องเรียน

จากกรณีเจ้าหน้าที่สั่งปิดโรงแรมอิสติน ตัน โฮเทล จ.เชียงใหม่ ของ ตัน ภาสกรนทีนักธุรกิจชื่อดัง โดยยืนยันว่าผิดกฎหมายผังเมือง และ กฎหมายควบคุมอาคาร โดยนายศรัญญู มีทองคำ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจโรงแรมอิสติน ตัน โฮเทล ถ.ห้วยแก้ว อ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (7ต.ค.) พบว่า เปิดเป็นโรงแรมโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคาร
นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงกรณีทางจังหวัดได้มอบหมายให้ทางอำเภอเมืองเชียงใหม่เข้าทำการตรวจสอบโรงแรมอิสติน ตัน โฮเทล เชียงใหม่ ของนายตัน ภาสกรนที นักธุรกิจชื่อดัง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่นั้น เนื่องจากอาคารดังกล่าวได้ขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารชุดที่พักอาศัย หรือ คอนโดมิเนียม แต่ทางผู้ประกอบการได้นำอาคารดังกล่าวมาเปิดให้บริการเป็นโรงแรมที่พัก ซึ่งผิดต่อ พ.ร.บ.ผังเมือง ทางอำเภอเมืองเชียงใหม่ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว จึงไม่สามารถอนุญาตให้ดำเนินกิจการประเภทโรงแรมได้
ทางโรงแรมอิสติน ตันฯ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อฝ่ายปกครองของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทางคณะกรรมการจังหวัดประชุมร่วมกัน พร้อมทำเรื่องขอความเห็นไปยังกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งได้พิจารณาแล้วเห็นว่าขัดต่อ พ.ร.บ.ผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคาร จึงไม่อนุญาตให้ดำเนินการจัดตั้งเป็นโรงแรมที่พัก จากกรณีการขออนุญาตอาคารดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องเกิดขึ้นมาก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แต่เมื่ออาคารดังกล่าวนี้ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดดำเนินการโรงแรมที่พักตามกฎหมาย จึงไม่สามารถที่จะเปิดให้บริการได้เป็นหลักที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนเรื่องที่โรงแรมออกมาชี้แจงว่ากำลังยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการส่งเสริม และกำกับธุรกิจโรงแรม เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 นั้น ยังไม่ได้รับรายงาน
ด้านนายสมหวัง บุญระยอง โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของอาคารแห่งนี้ เป็นอีไอเอสำหรับอาคารอยู่อาศัย โดยไม่ได้ทำอีไอเอสำหรับโรงแรม จึงทำให้การนำอาคารชุดมาปรับเป็นโรงแรมถือว่าผิดกฎหมาย201610092012222-20021028190509ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ นายตัน ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก “ตัน ภาสกรนที”ว่า ตามที่มีข่าวว่าโรงแรม อิสติน ตัน โฮเทล เชียงใหม่ ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เนื่องจากโรงแรมได้รับการปฏิเสธการขออนุญาตทำธุรกิจโรงแรม เพราะมีการเปลี่ยนผังเมืองใหม่ และขณะนี้ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการการส่งเสริมและกำกับธุรกิจโรงแรมแล้ว จึงขอเรียนว่า เหตุการณ์นี้เกิดจากปัญหารอยต่อระหว่างประกาศผังเมืองฉบับเก่า และฉบับใหม่ บริษัทฯ ไม่มีเจตนาทำผิดกฎหมาย” ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น
ข่าวคืบหน้าเมื่อเวลา 19.50 น.วันที่ 9 ตค59 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปโรงแรม อิอิตัน ซึ่งตั้งอยู๋บนถนนห้วยแก้ว อ.เมืองเชียงใหม่ พบว่าทางโรงแรมยังคงเปิดให้บริการอยู่ตามปกติโดยมีนักท่องเที่ยวยังคงเข้าออกโรงแรมดังกล่าวและไฟในห้องพักบางห้องก็ยังคงเปิดแสดงว่ามีผู้เข้าไปพักอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วรวมทั้งผู้ที่มาพักใหม่ และมีรถตู้ของทางโรงแรมรับส่งแขกของโรงแรมเข้าออกเป็นระยะ ซึ่งส่วนมากจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศยุโรปและชาวจีน ที่มาติดต่อขอเช่าพัก ส่วนคนไทยนั้นก็จะมาเพียงถ่ายภาพรูปปั้นนายตัน ที่ตั้งอยู่ในบริเวณศูนย์การค้า “ติงปร์าค”หน้าโรงแรมของเสี่ยตัน
ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสอบถามพนักงานโรงแรมอิชิตันซึ่งกำลังให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยู่โดยพนักงานได้เปิดเผยว่า ทางโรงแรมยังคงเปิดให้บริการตามปกติอยู่โดยทางผู้บริหารของโรงแรมได้แจ้งให้กับพนักงานทราบว่าให้ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เพราะเรื่องยังอยู่การร้องขอความเป็นธรรมอยู่ เมื่อมีแขกเดินทางมาติดต่อขอพักทางพนักงานก็จะให้ขึ้นไปติดต่อกับเคาร์เตอร์ชั้น 2 ของโรงแรมทันที ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักตลอดในช่วงนี้ ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

อึ้ง!! นักท่องเที่ยวจีน โดนเก็บค่าแท็กซี่ พญาไท-สามเสน 2,540 บาท แฉกลโกง

กรณีแท็กซี่โดยสาร คิดค่าบริการไม่เป็นไปตามจริง เห็นได้บ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้ จ.ส.100 ได้นำเรื่องการร้องเรียนครั้งนี้มาเปิดเผย โดยระบุว่า “เจ้าหน้าที่โรงแรมร้องเรียนแทนนักท่องเที่ยว ชาวจีน 4 คน ขึ้น TAXI สีเขียวเหลือง จาก แอร์พอร์ตลิ้งค์พญาไท ไปลงที่โรงแรมธาราเพลส ถ.สามเสน ถูกเรียกเก็บค่าโดยสารจำนวน 2,540 บาท ขณะนี้ได้จดหมายเลขทะเบียนแจ้งเอาผิดที่กรมการขนส่งทางบกแล้ว และหากผู้โดยสารถูกหลอกลวงกรณีแบบนี้ให้จดจำหมายเลขทะเบียนและแจ้งที่กรมการขนส่งทางบกได้ที่โทร 1584 ตลอด 24 ชม.”โดยผู้ขับแท็กซี่อีกคันที่ได้ฟังการร้องเรียนผ่านจส.100 ได้เปิดเผยว่าตัวเลข 2540 นี้คือรหัสของรถแท็กซี่ ที่กรมการขนส่งฯ  ตั้งไว้ประจำรถแท็กซี่ทุกคันเพื่อใช้ตรวจสอบมิเตอร์รถ  คนขับสามารถกดปุ่มบนจอเพื่อเปิดตัวเลขนี้ขึ้นมาหลอกลวงผู้โดยสารต่างชาติแทนค่าโดยสารจริงได้
ที่มา>>>ข่าวสด

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

เครียดชีวิต!นักท่องเที่ยวสวีเดนผูกคอดับคาห้องพักโรงแรมหรูภูเก็ต


อ.ชาญณรงค์ ประคองเอื้อ รอง สว.(สอบสวน) สภ.กมลา จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งใน ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ตว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติผูกคอตายภายในห้องพักโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงพร้อมด้วยมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ประจำพื้นที่หาดป่าตองและหน่วยกู้ภัย อบต.กมลา รุดไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุเป็นโรงแรมหรู 4 ชั้น บริเวณห้องพักชั้นล่าง หน้าห้องน้ำพบศพชายชาวต่างชาติสวมชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ใช้เชือกไนล่อนผูกกับขอบสแตนเลสประตูแล้วคล้องกับคอ แต่เท้าทั้ง 2 ขาตั้งแต่หัวเข่าสัมผัสกับพื้นห้องน้ำ ตรวจสอบไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายหรือร่องรอยการต่อสู้ ทราบชื่อคือ นายแฮมเรน ลาร์สสัน แอนเดอร์ เฟรดดิ้ง อายุ 47 ปี สัญชาติสวีเดน สภาพศพเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง จึงนำศพส่งชันสูตรอย่างละเอียดที่ รพ.ป่าตอง
สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายแฮมเรนพักอาศัยอยู่ที่ห้องดังกล่าวมาราว 1 สัปดาห์แล้ว ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าผู้ตายอาจเครียดปัญหาชีวิตส่วนตัว จึงตัดสินใจผูกคอตายในที่สุด อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง
ที่มา>>>ข่าวสด

เครียดชีวิต!นักท่องเที่ยวสวีเดนผูกคอดับคาห้องพักโรงแรมหรูภูเก็ต


อ.ชาญณรงค์ ประคองเอื้อ รอง สว.(สอบสวน) สภ.กมลา จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่งใน ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ตว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติผูกคอตายภายในห้องพักโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงพร้อมด้วยมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ประจำพื้นที่หาดป่าตองและหน่วยกู้ภัย อบต.กมลา รุดไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุเป็นโรงแรมหรู 4 ชั้น บริเวณห้องพักชั้นล่าง หน้าห้องน้ำพบศพชายชาวต่างชาติสวมชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ใช้เชือกไนล่อนผูกกับขอบสแตนเลสประตูแล้วคล้องกับคอ แต่เท้าทั้ง 2 ขาตั้งแต่หัวเข่าสัมผัสกับพื้นห้องน้ำ ตรวจสอบไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายหรือร่องรอยการต่อสู้ ทราบชื่อคือ นายแฮมเรน ลาร์สสัน แอนเดอร์ เฟรดดิ้ง อายุ 47 ปี สัญชาติสวีเดน สภาพศพเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง จึงนำศพส่งชันสูตรอย่างละเอียดที่ รพ.ป่าตอง
สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายแฮมเรนพักอาศัยอยู่ที่ห้องดังกล่าวมาราว 1 สัปดาห์แล้ว ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าผู้ตายอาจเครียดปัญหาชีวิตส่วนตัว จึงตัดสินใจผูกคอตายในที่สุด อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง
ที่มา>>>ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

นักท่องเที่ยวสาวญี่ปุ่นเข้าแจ้งความถูกหนุ่มเจ็ทสกีเกาะล้านข่มขืน – เจ้าตัวปฏิเสธ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 25 ก.ย. พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอนสาร สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท. ได้นำกำลังจับกุมตัว นายนะ อายุ 34 ปี อาชีพประกอบการเจ็ทสกีบนเกาะล้าน หลังมีผู้เสียหายเป็นนักท่องเที่ยวสาวชาวญี่ปุ่นมาแจ้งความไว้กับตำรวจว่าถูกชายคนดังกล่าวข่มขืนกระทำชำเรา
สืบเนื่องจากวันที่ 24 กันยายน 2559 ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นได้เดินทางไปพักผ่อนและใช้บริการเช่าเรือเจ็ทสกีของนายนะ ก่อนมีการพูดคุยกันและได้เช่ารถ จยย.ขับขี่ท่องเที่ยวรอบเกาะ โดยทั้งสองได้ดื่มกินกันก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กัน ต่อมานักท่องเที่ยวสาวคนดังกล่าวเข้าแจ้งความว่าถูกข่มขืน
สอบสวนความนายนะ ให้การอ้างว่า ยอมรับว่ามีเซ็กส์กับนักท่องเที่ยวแต่ไม่ได้ลงมือข่มขืนนักท่องเที่ยวแต่อย่างใด ทั้งหมดเป็นความยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย เนื่องจากดื่มกินกันตั้งแต่กลางวันจนเมาได้ที่แล้วเกิดอารมณ์ จึงแวะข้างทางในที่ลับตาคนก่อนมีเพศสัมพันธ์จนเสร็จกิจไปหนึ่งครั้ง ซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต จนเจ้าหน้าที่เดินทางมาจับกุมที่บ้านพักดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ประกอบสำนวน ก่อนควบคุมตัวนายนะ ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เบื้องต้นได้กล่าวหาว่าข่มขืนและกระทำชำเราหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตน ก่อนนายรัตนะจะยื่นต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมตามลำดับต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2559

จับแล้ว”ไกด์หนุ่ม”สารภาพลวนลาม”แหม่ม”จนพลัดตกเขาอ่าวไร่เลย์

จากกรณีที่ตำรวจท่องเที่ยว และศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว จ.กระบี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้เข้าช่วยน.ส.ฮันนาห์ มิเชล กาวิออส อายุ 23 ปี นักท่องเที่ยวสาวชาวอเมริกาที่พลัดตกจากเขาที่อ่าวไร่เลย์ นำส่งร.พ.กระบี่ โดยน.ส.ฮันนาห์ได้ให้การเบื้องต้นว่า ก่อนเกิดเหตุได้ว่าจ้างไกด์ท้องถิ่นคนหนึ่งนำเดินทางลัดเลาะไปตามเขาอ่าวไร่เลย์ แต่ระหว่างทางกลับโดนไกด์รายดังกล่าวพยายามลวนลาม ปลุกปล้ำ จนตกใจวิ่งหนีจนกระทั่งพลัดตกเขาได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อเย็นวันที่ 2 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้รับแจ้งจาก สภ.อ่าวนาง ว่า คุมตัวผู้ต้องสงสัย 1 ราย ได้นำมาสอบสวนทราบชื่อนายอภัย เรืองวรชาย อายุ 28 ปี ชาวตำบลวังมะปรางเหนือ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ต่อมานายอภัยได้รับสารภาพว่า ตนได้ทำการลวนลามผู้ประสบเหตุรายนี้ และผู้ประสบเหตุได้วิ่งหนี จึงเป็นเหตุให้พลัดตกเขา  นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ได้สั่งการให้ หัวหน้าศูนย์รับแจ้งเหตุและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เป็นผู้แทนมอบแจกันดอกไม้ให้แก่ผู้ประสบเหตุรายนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ
ที่มา>>>ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เปิดตัว”รปภ.กำธร”ฮีโรหยิบระเบิดในร้านผ้าป่าตอง ลั่นขอตายแค่คนเดียว!

เปิดตัว “รปภ.กำธร” ฮีโร่หยิบระเบิดในร้านผ้าไช่น่าทาวน์ป่าตองออกไปกลางลานจอดรถ เหตุเพราะกลัวนทท.โดนลูกหลง เบื้องต้น ภาครัฐเอกชนรุดมอบเงินรางวัลร่วม 8 หมื่นบาทแล้ว ด้านผวจ.กระบี่เตรียมยกย่องเป็นคนดีศรีกระบี่เป็นที่เรียบร้อย  จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Dhammatuch Jumpa ได้เผยแพร่เรื่องราวในลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับ รปภ.ประจำศูนย์การค้าแห่งหนึ่งที่เป็นผู้เสียสละนำวัตถุต้องสงสัยออกไปยังลานจอดรถเพื่อไม่ให้คนอื่นต้องมารับเคราะห์ โดยเรื่องราวดังกล่าวมีประชาชนเข้ามาแสดงความเห็นและชื่นชม ก่อนจะมีการแชร์ต่อๆออกไปจำนวนมาก
โดยในเนื้อหาระบุว่า
“ฮีโร่ที่ตำรวจไทยแกล้งลืม” นี้คือลุงกำธร เกตุแก้ว ชาวอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ มีอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศูนย์การค้าไชน่าทาวน์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เรื่องราวมีอยู่ประมาณว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 เวลาประมาณ 18:40 น. มีชายต้องสงสัยสองคนทำทีมาซื้อเสื้อผ้าในร้านผ้าของไชน่าทาวน์ แต่ไม่ได้ซื้อสิ่งใดไป และได้ทิ้งถุงที่ใส่โทรศัพท์มือถือที่มีผ้าห่ออะไรบางอย่างพันกับมือถือและสายไฟหลายสายต่อกับมือถือ ทางพนักงานขายชายซึ่งเป็นชาวเนปาล (ถ้าจำไม่ผิด) ได้แจ้งให้ลุงกำธรมาดูถุงดังกล่าว เพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ลุงกำธรเห็นถุงใส่โทรศัพท์ดังกล่าวตามลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น ลุงกำธรคิดว่าน่าจะเป็นระเบิดของผู้ไม่ประสงค์ดี ลุงกำธรจึงนำถังน้ำมาแล้วจับโทรศัพท์มือถือพร้อมสิ่งพันธนาคารเครื่องนั่นใส่ลงในถังน้ำ แล้วพาวิ่งไปที่ลานจอดรถของศูนย์การค้าที่อยู่ห่างไปประมาณ 50-60 เมตร ซึ่งเป็นที่โล่ง
   ด้วยลุงกำธรคิดว่าถ้าเป็นระเบิดจริงจะทำให้มีคนตายมากมายซึ่งรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้า คนไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย ลุงกำธรคิดอย่างเดียวว่า ให้ตัวเองตายคนเดียวดีกว่าให้คนอื่นตาย คิดได้ดังนั้นลุงกำธรจึงตัดสินใจนำถังน้ำที่ใส่โทรศัพท์มือถือที่คิดว่าติดระเบิดนำวิ่งไปตั้งไว้ที่ลานจอดรถให้ห่างฝูงชน แล้วลุงกำธรก็ได้แจ้งหัวหน้าให้ทราบเป็นการเร่งด่วน ทางหัวหน้าลุงกำธรได้โทรแจ้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ไม่นานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ แล้วหลังจากนั้นเรื่อราวก็เงียบหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความดีและความเป็นฮีโร่ของลุงกำธรก็พลอยเงียบหายไปด้วย เรื่องราวของฮีโร่คุณลุงท่านนี้ก็มีเพียงเท่านี้ นี่ไงคือเรื่องราวของฮีโร่ที่ตำรวจไทยแกล้งลืม .. ขอคาราวะลุงกำธรจากใจจริงครับ .. DMT ^^ (ขออภัยต้องขอแก้ไขอำเภอและจังหวัดของคุณลุงครับ คุณลุงเป็นคนอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ต้องขออภัยพี่น้องชาวตรังมา ณ ที่นี้ด้วยครับ) #กระทรวงยุติธรรม #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #ฝ่ายความมั่นคง
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 16.30 น. วันนี้ 14 ส.ค.59 นางสาวเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์นายก เทศมนตรีเทศบาลเมืองป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต พร้อมคณะผู้บริหาร ได้ลงพื้นที่ร้านจำหน่ายผ้าตลาดไชน่าทาวน์ป่าตอง เพื่อมอบเงินส่วนตัวจำนวน 30,000 บาท เป็นขวัญและกำลังใจ ให้แก่นายกำธร เกตุแก้ว พนักงานรักษาความปลอดภัย เนื่องจากถือว่าเป็น ฮีโรที่พบเห็นและหยิบวัตถุต้องสงสัยในร้านผ้าไชน่าทาวน์ป่าตองออกไปกลางลานจอดรถ เพราะกลัวว่านักท่องเที่ยวจะโดนลูกหลง  ด้านนายกำธร เกตุแก้ว พนักงานรักษาความปลอดภัย ตลาดไชน่าทาวน์ป่าตองเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า วันนั้นตนกำลังจะเลิกงานได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีระเบิด ตนจึงมาตรวจสบอพบว่าเป็นระเบิดจริง คิดว่าถ้าเกิดระเบิดขึ้นมาตรงนั้นจะทำให้มีคนตายมากมายซึ่งรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้า คนไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย ตนจึงคิดอย่างเดียวว่า ให้ตัวเองตายคนเดียวดีกว่าให้คนอื่นตาย จากนั้นจึงตัดสินใจนำถังน้ำที่ใส่โทรศัพท์มือถือที่คิดว่าติดระเบิดนำวิ่งไปตั้งไว้ที่ลานจอดรถให้ห่างฝูงชน แล้วรีบเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเก็บกู้ทันที  ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ล่าสุดทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรมและธุรกิจบันเทิง ในพื้นที่ป่าตองร่วมใจกันมอบเงินเป็นขวัญและกำลังใจให้ กับ “รปภ.กำธร” ฮีโร่หยิบระเบิด ยอดรวมตอนนี้เป็นจำนวนเงิน 80,000 บาท นอกจากนี้ นายพินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มอบหมายให้เลขานุการ ติดต่อประสานงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต  ให้ติดต่อ นาย กำธร เกตุแก้ว พนักงานรักษาความปลอดภัย ตลาดไชน่าทาวน์ป่าตอง  เพื่อชื่นชมและเตรียมยกย่องเป็นคนดีศรีกระบี่เป็นที่เรียบร้อย  เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญ หรือฮีโร่ของจังหวัดกระบี่ แม้ว่าจะไปทำหน้าที่ พนักงานรักษาความปลอดภัย ที่จ.ภูเก็ตก็ตาม และนับว่า เป็นฮีโร่คนที่ 2 รองจากนายชัช อุบลจินดา ที่เคยช่วย นักท่องเที่ยวสองสามีภรรยา ชาวต่างประเทศที่ติดหล่มโคลนบริเวณคลองกระบี่
ที่มา>>>ข่าวสด

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ปิดตำนาน!! คู่รักอมตะ แม่อุ้ยวัย105ปี สิ้นลมสงบ ตามพ่ออุ้ยสามีที่เพิ่งจากไป

 ปิดตำนาน คู่รักอมตะ อายุ 105 ปี ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้ฝ่ายชายคือ พ่ออุ้ยปัน เสียชีวิตลงด้วยวัย 105 ปี จากนั้น อีก 1 เดือนต่อมาฝ่ายหญิง แม่อุ้ยติ๊บ ก็เสียชีวิตตามกันไป ด้วยอายุ 105 ปีเท่ากัน รวมใช้ชีวิตร่วมกันนาน 89 ปี
เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 18 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 115 หมู่ 3 บ้านจอมคีรี ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ แม่อุ้ยติ๊บ อายุ 105 ปี ภรรยาพ่ออุ้ยปัน แก้วใจมา อายุ 105 ปี คู่รักอมตะ ได้เสียชีวิตด้วยโรคชรา หลังจาก ที่โด่งดังเรื่องของการครองรักยาวนานและอายุยืนถึง 105 ปีเท่ากันทั้งคู่ นายคำวงศ์ แก้วใจมา บุตรชายของคู่รักอมตะ ของแม่อุ้ยติ๊บ กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา แม่อุ้ยติ๊บ อายุ 105 ปี ได้เสียชีวิตด้วยโรคชราแล้วอย่างสงบ หลังอายุได้ 105 ปี ซึ่งอายุยืนยาวนานที่สุด อีกทั้งยังสร้างความฮือฮาเรื่องของการครองรักกับพ่ออุ้ยปัน ที่เป็นสามี แบบผัวเดียวเมียเดียว ครองรักกันจนอายุถึง 105 ปี ซึ่งเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 59 ที่ผ่านมา พ่ออุ้ยปัน อายุ 105 ปี ได้เสียชีวิตไปก่อนหน้า ด้วยโรคชรา สร้างความโศกเศร้าให้กับแม่อุ้ยติ๊บอย่างมาก จากนั้นเพียงเดือนกว่า แม่อุ้ยติ๊บ ก็เสียชีวิตตามกันไป ปิดตำนานรักอันแสนยาวนานลงแล้ว
โดยการเสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชราของคู่รักทั้งคู่ เสียชีวิตที่บ้านเลขที่ 115/3 บ้านจอมคีรี ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของบรรดาญาติพี่น้อง และประชาชนในพื้นที่ อ.เชียงดาว
ซึ่งแม่อุ้ยติ๊บ แก้วใจมา อายุ 105 ปี ภรรยาที่ครองรักกันมานานกว่า 89 ปี หลังจากที่พ่ออุ้ยปัน เสียชีวิตไป แม่อุ้ยติ๊บ ก็ได้แต่นั่งเฝ้าศพด้วยสีหน้าโศกเศร้าต่อการจากไปของสามีสุดที่รัก และสุดท้ายภายใน 1 เดือนเศษแม่อุ้ยติ๊บ ก็เสียชีวิตตาม ด้านนายสราวุธ วรพงษ์ นายอำเภอ เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตนขอยกย่องในการใช้ชีวิตของคู่รักทั้งสอง ที่นับเป็นคู่รักที่ครองรักกันมาอย่างยาวนานกว่า 89 ปี อายุเท่ากันคือ 105 ปี เพราะที่ผ่านมาตำนานคู่รักคู่นี้ก็ถูกกล่าวขานจนเป็นข่าวใหญ่โตทั่วประเทศ มีนักท่องเที่ยวหรือคู่รักจากต่างจังหวัด เดินทางมาพบเพื่อถามวิธีครองรัก รวมถึงให้สองพ่อเฒ่ามัดมือมันเท้าให้เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งการจากไปของผู้เฒ่า นับเป็นเรื่องที่น่าเสียใจต่อทุกฝ่ายเป็นอย่างมาก แต่ตำนานของท่านทั้งสองก็จะยังคงเป็นอมตะ แบบอย่างของผัวเมียที่ครองรักกันแบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดไป
สำหรับประวัติของคู่รักอมตะคู่นี้ พบรักกันตั้งแต่อายุ 16 ปี เพราะเป็นคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ก่อนจะแต่งงานครองรักกันมาจนถึงปัจจุบันกว่า 89 ปี โดยทั้งสองใช้ชีวิต ด้วยการปลูกผักกินเอง ทำเป็นยาสมุนไพรจากพืชผักที่ปลูกรอบบ้าน การกินก็กินข้าวกับผัก น้ำพริก และอาหารอื่นๆ ไม่กินอาหารที่มีรสจัด ไม่กินเค็ม ไม่ใส่ผงชูรส ทั้งสองไม่เคยทะเลาะกันแม้แต่ครั้งเดียว เน้นการครองรักแบบใส่ใจ ห่วงใย เข้าใจชีวิต ทั้งสองมีลูกด้วยกัน 8 คน เสียชีวิตไปแล้ว 3 คน เหลืออยู่ 5 คน ซึ่งลูกแต่ละคนก็มีหลานรวมทั้งหมดครอบครัวกว่า 100 คน การปิดตำนานคู่รักอมตะครั้งนี้ ผู้ที่ครองเรือนจะยึดเป็นแบบอย่างที่ดีในชีวิตคู่สืบไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บุกช่วย 2 ด.ช. ถูกหนุ่มยุ่นลวงตุ๋ย คาเกสต์เฮาส์เชียงใหม่

เจ้าหน้าที่ดีเอสไอร่วมกับตำรวจเชียงใหม่ บุกเข้าช่วยเหลือ 2 เด็กชาย หลังถูกชาวญี่ปุ่นลวงมาตุ๋ยคาห้องพักเกสต์เฮาส์กลางเมือง อายัดคอมพ์สอบ หลังพบพฤติการณ์ ถ่ายคลิปและภาพไว้ ไปแชร์ในสังคมออนไลน์หมู่เกย์ที่ญี่ปุ่น
วันที่ 25 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ร่วมกับตำรวจหน่วยสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ นำกำลังพร้อมกับหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจค้นที่ห้องพักหมายเลข 103 เกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง ถนนสุริยะวงศ์ ต.หายยา กลางเมืองเชียงใหม่ โดยที่เจ้าของห้องพักเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปเคาะห้องแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อเจ้าของห้องเปิดประตู ตำรวจจึงเข้าชาร์จจับกุม พบเด็กชาย 2 คน อายุ 12 และ 14 ปี นอนเปลือยกายหลับอยู่ในห้องพัก เจ้าหน้าที่จึงช่วยออกมา พร้อมกับตรวจค้นในห้องพัก และจับกุมตัว นายมัตสึบาระ เทรุอากิ อายุ 49 ปี พร้อมกับแจ้งหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ให้ทราบในฐานความผิด กระทำชำเราเด็ก อายุ ไม่เกิน 13 ปี ซึ่งไม่ใช่สามีภรรยาของตน โดยที่เด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และกระทำอนาจารกับเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยที่เด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และบังคับยุยงส่งเสริมให้เด็กแสดงหรือกระทำการมีลักษณะลามกอนาจารเจ้าหน้าที่บุกค้นภายในห้องพัก
จากนั้นตำรวจได้ประสาน ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจอายัดเครื่องคอมพิวเตอร์และตรวจสอบหากลักฐาน เก็บดีเอ็นเอ คราบอสุจิบนผ้าปูที่นอน อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ เผยว่า ก่อนหน้านั้น มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้รับการประสานจากตำรวจสากลประเทศญี่ปุ่น ว่านักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นลวงเด็กชายมาละเมิดทางเพศ และมีการถ่ายคลิปและภาพไปแชร์ในสังคมออนไลน์หมู่เกย์ในประเทศญี่ปุ่น ทางดีเอสไอจึงมาประสานกับตำรวจเจ้าของพื้นที่ รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหมายค้น และหมายจับ จนสามารถเข้าเข้าไปช่วยเหลือเด็กชายสองคนออกมาได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจะได้ทำการแถลงข่าวอีกครั้ง.
ที่มา>>>Thairath