แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระราชินีทรงเล่าเรื่อง เมื่อ “ในหลวง” ทรงรับมือกลุ่มนศ.ออสเตรเลียที่ไร้มารยาท

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชนิพนธ์หนังสือ เรื่อง”ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ทรงเล่าเหตุการณ์ที่ทรงตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศเยือนมิตรประเทศ ในบทหนึ่งทรงเล่าถึงเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เสด็จฯไปที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ช่วงนั้นสถานการณ์ทางการเมืองโลกไม่ปกติ ทรงถูกท้าทายจากกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีความคิดรุนแรง ส่งเสียงโห่ฮาลบหลู่ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศทรงมีวิธีรับมือกับปัญหาได้อย่างทรงพระปรีชาที่สุด56020สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงบรรยายถึงเหตุการณ์ในวันที่ 3 ก.ย. 2505 ในพระราชนิพนธ์ ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศฯ ตอนหนึ่งว่า.. “มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่พระเจ้าอยู่หัว พอเราไปถึงมหาวิทยาลัย ก็ต้องเดินผ่านกลุ่มชายหญิง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น มีพวกหนึ่งยืนอยู่นอกหอประชุม ด้านที่เป็นประตูกระจกเปิดอยู่เป็นระยะๆ ทำให้มองเข้าไปเห็นและได้ยินเสียงจากเวทีข้างในได้ กลุ่มนี้บางคนแต่งกายไม่เรียบร้อยเลย แต่กลุ่มอื่นๆบางพวกก็ดูดี
เมื่อข้าพเจ้าตามเสด็จฯ ผ่านจะเข้าไปในหอประชุม บางพวกก็ปรบมือให้ บางพวกก็มองดูเฉยๆ ไม่ยิ้มไม่บึ้ง แต่บางพวกมองดูด้วยสายตาประหลาด แล้วมีการหันไปพูดซุบซิบและหัวเราะกันก็มี ตัวข้าพเจ้าเองก็อดที่จะมองดูเขาอย่างประหลาดใจไม่ได้เหมือนกัน เพราะเห็นว่าท่วงทีที่คนบางคนยืนช่างไม่น่าดูเลย การแต่งเนื้อแต่งตัวก็ดูจะจะเป็นเครื่องแต่งกายของพวกที่อยากจะเรียกร้องความสนใจมากกว่าที่จะให้นึกว่าเป็นนักศึกษาอันควรจะเป็นปัญญาชน
เมื่อพิธีเริ่มต้น อธิการบดีก็ลุกขึ้นไปอ่านคำสดุดีพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะถวายปริญญา ทันใดนั้นเองข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงเอะอะเหมือนโห่ปนฮาอยู่ข้างนอก คือจากกลุ่ม “ปัญญาชน” ซึ่งยืนท่าต่างๆ ที่ไม่น่าดู เช่น เอาเท้าพาดต้นไม้บ้าง ถ่างขามือเท้าสะเอวบ้าง เสียงโห่ปนฮาของเขาดังพอที่จะรบกวนเสียงที่อธิการบดีกำลังกล่าวอยู่ทีเดียว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าอารมณ์โกรธพุ่งขึ้นมาทันที เกือบจะระงับสติอารมณ์ไม่ไหว มองขึ้นไปบนเวทีเห็นบรรดาศาสตราจารย์และกรรมการมหาวิทยาลัยที่นั่งอยู่บนนั้นต่างก็หน้าจ๋อย ซีดแทบไม่มีสีเลือด ท่าทางกระสับกระส่ายด้วยความละอายไปด้วยกันทั้งนั้น
ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่ม “ปัญญาชน” ข้างนอกอีกแล้ว
ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิวๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัว จนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่าน ด้วยความสงสาร และเห็นพระทัย ในที่สุดฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ประทับยืนกลางเวที เห็นพระพักตร์ทรงเฉย
ทันใดนั้นเอง คนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน พอเสียงปรบมือเงียบลงคราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีก เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงาม และน่าดูที่สุด
พระพักตร์ยิ้มนิดๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อยๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก “ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมากในการต้อนรับอันอบอุ่นอันแสนสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน”
ทรงรับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วหันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม
ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยความสะใจ เพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิทช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอีกเลย ทุกคนทั้งข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉย ท่าทางดูขบคิด
ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของเราเอง มีตัวหนังสือ ซึ่งคิดค้นใช้ขึ้นเอง เราตั้งกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปี กว่ามาแล้ว
ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิดๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพเมื่อตรัสว่า
“ขอโทษ ลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย”
แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล”
ผลจากการแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในการแสดงพระราชดำรัสในสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมในพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉยๆ เจื่อนๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แก่ทั้งสองพระองค์ตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่”
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

หนุ่มช็อก!! กลับห้องเจอแฟนสาวนศ.ปี1สถาบันดังเป็นศพ สลดข้อความสุดท้ายก่อนตาย

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 20 ก.ย. พ.ต.ท.ประสิทธิ์ แก้วกิ้ม สว. (สอบสวน) สภ.ขุนทะเล รับแจ้งเหตุ พบผู้เสียชีวิตภายในห้องเช่า ซอยสายตรี หมู่ 9 ต.ขุนทะเล อ.เมือง สุราษฎร์ธานี จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ รุดตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยพิสูจน์หลักฐาน 8 และกู้ภัยมูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี 201609201710225-20050615140928-horzที่เกิดเหตุเป็นห้องแถวแบ่งเช่า จำนวน 3 ห้อง เหตุเกิดห้องที่ 3 พบศพผู้เสียชีวิต ทราบชื่อต่อมา คือ น.ส.วรรฑณ ศรีน้อย อายุ 19 ปี ชาว จ.นราธิวาส นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้ใช้ผ้าขาวม้าผูกกับเหล็กดัดหน้าต่าง โดยมีเลือดไหลหยดตรงบริเวณฝาผนัง
 จากการสอบถาม นายณรงค์ฤทธิ์ อายุ 20 ปี เพื่อนชายผู้ตาย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อช่วงเวลา 13.00 น. วันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา ตนเองและเพื่อนเจ้าของห้องดังกล่าว เดินทางออกจากห้องเช่าเพื่อไปเที่ยว อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยผู้ตายซึ่งเป็นแฟนสาว พักอยู่ที่ห้องตามลำพัง จากนั้นตนได้ติดต่อกลับมาหาผู้ตาย ในช่วงเย็นวันเดียวกัน แต่ไม่มีคนรับสาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เมื่อเกิดการทะเลาะผิดใจกันจากนั้นตนและเพื่อนเจ้าของห้อง ได้เดินทางกลับมา ก็ต้องตกใจเมื่อพบศพผู้ตาย เมื่อเวลา 14.40 น. วันนี้ ทั้งนี้จากการสอบสวนเจ้าของห้องเช่าไม่ได้ยินเสียงใดๆ และภายในห้องไม่มีการรื้อค้นข้าวของใดๆอีกทั้งการชันสูตรเบื้องต้นไม่พบบาดแผลตามร่างกาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเฟซบุ๊ก นักศึกษาสาวผู้ตาย ได้เข้าไปอัพเดตประวัติของตัวเองเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา ก่อนเสียชีวิตด้วยว่า “ถ้ากุเป็นคนอื่นก็คงจะดีไปหมด อะไรที่เป็นกุ ไม่ชอบสักอย่าง” แถมยังมีข้อความตัดพ้อถึงชีวิตครอบครัวที่มีปัญหา พูดกับใครไม่ได้อีกด้วย201609201710224-20050615140928%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%9e%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%95
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

นร.หญิง 2 กลุ่มยกพวกตบกันเดือด ฝ่ายสู้ไม่ได้-ชักปืนกราดยิง มีคนโดนลูกหลงเจ็บ 2 สาหัส

เมื่อเวลา 18.30 น วันที่ 23 ส.ค. ร.ต.ท.วิทยา ชมจอหอ รองสว.สอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันบริเวณสวนสาธารณะทุ่งหันตรา ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และโรงพยาบาลราชธานี  ทราบชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ คือ ด.ช.ศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ถูกยิงเข้าบริเวณหน้าอก 2 นัด กระสุนทะลุปลอด อาการสาหัส อีกรายคือนายชานนท์ ดีอนันต์ อายุ 17 ปี เป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีพาณิชยการอยุธยา ถูกยิงเข้าบริเวณสะโพก 2 นัด อาการไม่สาหัส อยู่ในความดูแลของแพทย์ สอบสวนนายพล (นามสมมติ) อายุ 16 ปี เพื่อนที่นำตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล กล่าวว่า กลุ่มตนเองได้ถูกรุ่นพี่ชักชวนมาดูกลุ่มหญิงสาวมาตบกันบริเวณทุ่งหันตรา ซึ่งพวกตนเป็นรุ่นน้องจึงได้เดินทางมาดู โดยไม่รู้ว่าจะมีกลุ่มฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธปืน ขณะที่กลุ่มหญิงสาวตบกันอยู่นั้น ฝ่ายตรงข้ามกลับสู้ไม่ได้จึงหยุดตบกัน หลังจากนั้นก็มีเสียงปืนดังมาจากในรถเก๋งสีดำที่จอดอยู่อีกฝั่งถนนกระสุนถูกเพื่อนของตนเองล้มลง 2 คน ตนตกใจมากจึงอุ้มเพื่อนขึ้นรถจักรยานยนต์นำไปส่งโรงพยาบาลราชธานี
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่หาข้อมูลของกลุ่มวัยรุ่นที่นัดตบกันว่าเป็นกลุ่มไหน เพื่อจะเร่งติดตามตัวมือมือมาดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน
ที่มา>>>ข่าวสด

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สาวราชภัฏอุดรฯกรี๊ดลั่น เจอหนุ่มเมากาวจนเพี้ยน-นั่งยิ้มแฉ่งขัดจรวดในตู้โทรศัพท์

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 15 สิงหาคม ร.ต.อ.นันนทวัฒน์ สิงโต รองสวป.สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ว่ามีหนุ่มสำเร็จความใคร่ภายในตู้โทรศัพท์ สาธารณะ ข้างรั้วมหาลัยราชภัฏอุดรธานี ถนนทหาร ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยตำรวจสายตรวจ 191 ที่เกิดเหตุพบชายไม่สวมเสื้อ นุ่งกางเกงขาสั้นสีม่วง นั่งอยู่ในตู้โทรศัพท์ กำลังสำเร็จความใคร่ตัวเอง และมือข้างหนึ่งดมสาระเหย ทราบชื่อภายหลังคือ นายมนตรี โพนกุล อายุ 33 ปี ชาวต.หนองขอนกว้าง อ.เมืองอุดรธานี ข้างตู้โทรศัพท์ มีถุงพสาติกสีดำ ข้างในมีขวดพลาติกเปล่าจำนวนมาก เจ้าหน้าที่สั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าว แต่นายมนตรีกลับไม่หยุด จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปล็อกตัวออกมาจากตู้โทรศัพท์ แล้วจึงควบคุมตัวนำตัวมาสอบสวน จากการสอบสวนนายมนตรีให้การว่า เดินหาเก็บเศษของเก่าไปเรื่อยๆ ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ตั้งแต่เช้า พร้อมกับดมสาระเหยหรือดมกาว จนกระทั่งมาถึงตู้โทรศัพท์ เห็นนักศึกษาสาวใส่กระโปรงสั้นและเสื้อรัดรูป ขับรถจยย.ผ่านไปมา จึงได้เกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมา จึงเข้าไปในตู้โทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือตัวเองสำเร็จความใคร่จนมาถูกตำรวจจับกุมเอาไว้ได้ในที่สุด
จากนั้นร.ต.อ.นันนทวัฒน์ สิงโต รองสวป.จึงได้นำตัวพร้อมมามอบให้ร้อยเวร สภ.เมืองอุดรธานี ดำเนินคดีในข้อหา สูดดมสาระเหย และกระทำอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล ตามกฏหมายต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

รวบ 2 พี่น้องทุบหัวหนุ่มนักศึกษาม.ดัง ปืนลั่นทะลุเพดานโรงอาหาร โพสต์เฟซข่มขู่เหยื่อ

 เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 23 ก.ค. พ.ต.อ.สมบัติ หงษ์ทอง ผกก.สน.คลองตัน พ.ต.ท.วิชัย ณรงค์ รอง ผกก.สส.สน.คลองตัน พ.ต.ท.วชิรากรณ์ วงศ์บุญ สว.สส.และ พ.ต.ท.ยงยอด สิทธิสาร สว.สส. ร่วมกันนำกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.คลองตัน จับกุมนายสุริยันต์ หรือต้น ประจักษ์ความ อายุ 24 ปี และนายศรายุทธ หรือเต๋า ประจักษ์ความ อายุ 20 ปี ผู้ต้องหา พร้อมของกลางอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 4 นัด และเสื้อยืดแขนสั้น สีดำ ด้านหลังสกรีนรูปสมอเรือสีขาว จำนวน 1 ตัว โดยสามารถจับกุม นายสุริยันต์ หรือตัน ได้ที่บริเวณถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ส่วนนายศรายุทธ หรือเต๋า จับได้ที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 235/106 หมู่ 5 หมู่บ้านเฟื้องฟ้า 15 โครงการ 3 ถนนเทพารักษ์ ซอยมังกร-นาคดี ตำบลแพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. เวลาประมาณ 15.00 น. ที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจากเมื่อช่วงสายของวันที่ 22 ก.ค. ตำรวจสน.คลองตันรับแจ้งว่ามีเหตุร่วมกันทำร้ายร่างกาย โดยมีอาวุธปืนบริเวณใต้อาคาร 3 ซึ่งเป็นโรงอาหาร ภายในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ย่านถนนพัฒนาการ จึงนำกำลังไปทำการตรวจสอบพบนายอิทธิศักดิ์ แสงกฤษ อายุ 20 ปี ผู้เสียหาย ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวบาดแผลแตก ก่อนรีบนำส่งรพ.ไปก่อนหน้านี้ จากนั้นตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.คลองตันจึงลงพื้นที่ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ จนทราบว่านายสุริยันต์ หรือตัน และ นายศรายุทธ หรือเต๋า เป็นผู้ลงมือก่อเหตุใช้ด้ามอาวุธปืนกระบอกดังกล่าว ทุบเข้าที่ศีรษะผู้เสียหาย ส่งผลให้ปืนลั่นกระสุนยิงทะลุเพดานอาคารดังกล่าว โชคดีที่ไม่มีคนถูกลูกหลงแต่อย่างใด ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเบาะแสว่าบ้านพักของ นายศรายุทธ อยู่ที่ย่านถนนเทพารักษ์ จึงนำกำลังไปตรวจสอบ พบนายศรายุทธขณะนั่งอยู่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 235/106 หมู่ 5 หมู่บ้านเฟื้องฟ้า 15 โครงการ 3 ถนนเทพารักษ์ ซอยมังกร-นาคดี ตำบลแพรกษา อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ จึงแสดงตัวขอตรวจค้นบ้านพักพบของกลางทั้งหมด ก่อนนำตัวสอบสวน ที่สน.คลองตัน ต่อมาไม่นาน นายสุริยันต์เดินทางเข้ามอบตัวกับทางตำรวจ ที่ สน.คลองตัน โดยทางตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น จากการสอบสวน นายศรายุทธ ให้การยอมรับสารภาพว่าร่วมกับ นายสุริยันต์ ซึ่งเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนายอิทธิศักดิ์ เพื่อนร่วมสถาบันเดียวกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้นายสุริยันต์มีเรื่องทะเลาะกับผู้เสียหาย จนมีการลงไม้ลงมือกัน ต่อมานายศรายุทธซึ่งเป็นน้องชายนายสุริยันต์ ได้โพสภาพโชว์ปืนและข้อความท้าทายผู้เสียหาย กระทั่งเมื่อช่วงสายวานนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองมาพบกับนายอิทธิศักดิ์ ได้นำอาวุธปืนไปทำร้ายร่างกายก่อนหลบหนีไป จนมาถูกจับกุมดังกล่าว
เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันทำร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร, ชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้ และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ตร.บ้านโป่ง รวบ 4 นักศึกษา 1 นักข่าว ฐานมีเอกสารรณรงค์ประชามติ



จากกรณี วันที่ 16 มิ.ย.59 นายบริบูรณ์ เกรียงวรางกูล พร้อมเครือข่ายคนเสื้อแดงจำนวน 23 คน ได้รวมตัวกันบริเวณหน้าบ้านพักเลขที่  14/11 ซอยหลังนวกานต์แมนชั่น เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง เพื่อเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ พร้อมเผยแพร่ภาพผ่านเฟสบุ๊ค ต่อมาวันที่ 19 มิ.ย.59 ได้มีประชาชนเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน ในข้อหาร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองมากกว่า 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย โดยมีกลุ่มเพื่อนคนเสื้อแดง และนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ เข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจจากนั้น เมื่อเวลา 13.00 น. พ.ต.ท.ศรายุทธ บุรีวชิระ รอง ผกก.สืบสวน สภ.บ้านโป่ง พร้อมกำลัง ได้เข้าควบคุมตัวกลุ่มนักศึกษาจำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายปกรณ์ อารีกุล อายุ 27 ปี นายอนันต์ โลเกตุ อายุ 27 ปี และนายอนุชา รุ่งมรกต อายุ 25 ปี รวมไปถึงผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวประชาไท คือ นายทวีศักดิ์ เกิดโภคา อายุ 25 ปี พร้อมของกลางเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อเชฟโลเล็ต โคโรราโด้ หมายเลขทะเบียน 1 ฒฎ 4968 กรุงเทพ ที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าโรงพัก ซึ่งภายในท้ายกระบะพบเอกสารใบปลิว สติกเกอร์พิมพ์ข้อความโจมตีการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน  และข้อความคัดค้านการรับร่างรัฐธรรมนูญ “7 สิงหาร่วมกัน vote no ไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก” จำนวนมากโดยในเบื้องต้น ทางพนักงานสอบสวน ได้ตั้งข้อหาขัด พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง และจะส่งทั้ง 4 ฝากขังที่ศาลจังหวัดราชบุรีในวันพรุ่งนี้เวลา 9.00 น.
จากนั้น เมื่อเวลา 19.00 น. นายบริบูรณ์ เกรียงวรางกูล พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เข้าเยี่ยมกลุ่มนักศึกษาพร้อมกับส่งข้าวส่งน้ำ และกล่าวให้กำลังใจ สู้เพื่อความถูกต้อง
ต่อมา เวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ คือ นายภานุวัฒน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ส่งพนักงานสอบสวนเพิ่มอีก 1 คน
ที่มา>>>ข่าวสด