วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560

พณ. สั่งบิ๊ก ขรก. ขโมยภาพญี่ปุ่น ช่วยราชการ เผยฝากขอโทษเพื่อนข้าราชการ และคนไทยทั้งประเทศ

จากกรณี รองอธิบดีมกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก่อเหตุขโมยภาพวาด ในโรงแรมประเทศญี่ปุ่นนั้น นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศว่าขณะนี้นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ได้รับการปล่อยตัวจากอัยการแล้ว เนื่องจากทางอัยการเห็นว่าคดีนี้มิใช่คดีร้ายแรง โดยเป็นการลักทรัพย์ที่ไม่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้า อีกทั้งข้าราชการคนดังกล่าวก็ได้ยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายให้กับทางโรงแรมเจ้าของรูปภาพแล้ว
“ล่าสุดกระทรวงฯ ได้รับการติดต่อจากข้าราชการคนดังกล่าว และท่านได้กล่าวยอมรับและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งกล่าวขอโทษผู้บังคับบัญชาและเพื่อนข้าราชการ ตลอดจนคนไทยทุกคนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”
ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทรวงฯ ขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ที่ได้เป็นธุระติดต่อประสานงานกับทางการของประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลาที่ข้าราชการคนดังกล่าวถูกควบคุมตัวอยู่
 นางอภิรดีกล่าวว่า กระทรวง ได้ดำเนินการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว มีกรรมการครบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) สำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ถูกต้อง และได้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดทุกด้าน โดยตั้งเป้าตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ จากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ก็จะเสนอผลการตรวจสอบต่อผู้บังคับบัญชา และจะดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบราชการต่อไป
“ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีข้อสงสัยอะไร คณะกรรมการฯ สามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาให้คำปรึกษา หารือได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลและผลการตรวจสอบที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา”นางอภิรดีกล่าว อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่มีการตรวจสอบ กระทรวงฯ ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการคนดังกล่าว มาช่วยงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปพลางก่อน จนกว่าผลการตรวจสอบจะได้ข้อยุติ
ที่มา>>>ข่าวสด

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

เพื่อนกอดศพโฮ!! เพิ่งแยกกันแท้ๆ นศ.หนุ่มดับสยอง-สลดฟันร่วงเกลื่อนถนน

เมื่อเวลาประมาณ 00.10 น. วันที่ 27 ม.ค. 60 ร.ต.ท.ณรงค์ ตาละอุปละ พนักงานสอบสวน สภ.ไชโย จ.อ่างทอง รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถพ่วง มีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสายเอเชียขาออก (ขาขึ้นนครสวรรค์) ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 56-57 บริเวณหน้าร้านครัวไชโย หมู่ที่ 1 ต.ชัยฤทธิ์ อ.ไชโย จ.อ่างทอง หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยแพทย์เวรโรงพยาบาลไชโย และเจ้าหน้าที่นักวิทยุสมัครเล่นกู้ภัยจังหวัดอ่างทอง
ที่เกิดเหตุบนถนน พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน-ดำ หมายเลขทะเบียน กษจ-423 สุพรรณบุรี ล้มคว่ำอยู่กลางถนน ในสภาพด้านหน้าพังยับ ใกล้กันพบศพ นายสุวัฒน์ กลิ่นทวี อายุ 21 ปี อยู่หมู่ที่ 4 ต.ชัยฤทธิ์ อ.โชโย จ.อ่างทอง นอนเสียชีวิตอยู่ในสภาพมีบาดแผลฉีกขาดที่บริเวณศีรษะ นอกจากนั้นบริเวณริมถนน พบรถพ่วงยี่ห้อฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียนตัวแม่ 70-3708 นนทบุรี หมายเลขทะเบียนตัวพ่วง 70-4215 นนทบุรี จอดเสียอยู่ในลักษณะเปิดไฟเลี้ยวแถบซ้ายเอาไว้ ที่บริเวณท้ายรถด้านขวามีร่องรอยถูกชน ที่พื้นถนนมีฟันของผู้เสียชีวิตร่วงอยู่เต็มพื้น
จากการสอบสวนนายพรศักดิ์ บุญมี อายุ 26 ปี อยู่หมู่ที่ 6 ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี คนขับรถพ่วง กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนได้ขับรถพ่วงบรรทุกขวดเบียร์เปล่ามาเต็มคันออกมาจาก อ.หนองแค จ.สระบุรี มุ่งหน้าจะไปส่งยังโรงงานเบียร์แห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร เมื่อขับมาถึงที่เกิดเหตุ รถตนเกิดมีปัญหาเสีย ไม่สามารถขับต่อไปได้ ตนจึงได้จอดรอความช่วยเหลืออยู่ริมถนน โดยเปิดไฟเลี้ยวด้านซ้ายเอาไว้ ระหว่างที่ตนจอดอยู่นั้น จู่ๆ รถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ก็ได้ขับมาชนท้ายรถของตนอย่างแรง จนทำให้นายสุวัฒน์ คนขับรถจักรยานยนต์เสียชีวิต ตนจึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ
 ร.ต.ท.ณรงค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบและสอบสวนในที่เกิดเหตุ นายสุวัฒน์ ผู้เสียชีวิตนั้น ทำงานเป็นพนักงานอยู่ที่โรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งใน อ.ไชโย จ.อ่างทอง นอกจากนั้น ยังเป็นนักศึกษา ชั้น ปวช.3 แผนกวิชาช่างยนต์ ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทองด้วย ก่อนเกิดเหตุได้ไปแวะเที่ยวที่บ้านเพื่อน ซึ่งคาดว่าระหว่างเดินทางกลับบ้านอาจจะขับรถมาด้วยความเร็ว เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีรถพ่วงจอดเสียอยู่ริมถนน ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุมืด ไม่มีไฟส่องสว่าง จึงขับรถชนท้ายรถพ่วงเข้าอย่างจัง เป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว อย่างไรก็ตามจะได้ทำการสอบสวนนายพรศักดิ์ คนขับรถพ่วง เพื่อหาสาเหตุอุบัติเหตุที่แน่ชัดต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เพื่อนผู้ตายทราบข่าวการเสียชีวิต เดินทางมาดูศพ ก็ถึงกับนั่งร้องไห้โฮกอดศพเพื่อนด้วยความเสียใจ หลังเพิ่งแยกกันกลับบ้านไม่นาน แต่เพื่อนกลับมาเสียชีวิตดังกล่าว
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560

หนุ่มโหดควงปืนสงครามบุกบ้านหญิง แม่-น้องสาวรับหน้าแทน-เจอยิงใส่ดับสยอง

เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 25 ม.ค. พ.ต.ต.วิชัย ขวัญอ่อน พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทลุง รับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิต บ้านเลขที่ 130 หมู่ 5 ต.เขาเจียก อ.เมืองพัทลุง รุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.วิชัย วิทยานฤพล ผกก. และเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง
ที่เกิดเหตุพบศพนางจัด ชูดำ อายุ 73 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามชนิดคาร์บิ้นเข้าที่หน้าอกด้านซ้าย หน้าท้อง และด้านหลัง รวม 4 แผล นอนเสียชีวิต ส่วน น.ส.ปรวรรณ ชูดำ อายุ 20 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกันเข้าที่ลำตัวและหน้าท้อง บาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำส่ง ร.พ.พัทลุง ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนอาวุธปืนสงครามคาร์บิ้นตกอยู่ 7 ปลอก จึงเก็บเป็นหลักฐาน
สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุคนร้าย 1 คน เดินเข้าไปที่บ้านหลังดังกล่าวและยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า พร้อมตะโกนเรียก น.ส.เสาวนิตย์ หนูรัตน์ อายุ 41 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นแม่หม้าย ให้เปิดประตูบ้าน แต่น.ส.เสาวนิตย์ไม่ยอมเปิด และไม่ยอมออกมาจากบ้าน คนร้ายจึงใช้ด้ามปืนกระแทกกระจกหน้าต่างจนแตก นางจัด มารดาของน.ส.เสาวนิตย์เห็น จึงมาเปิดประตูบ้านพร้อมต่อว่าคนร้าย ก่อนถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ 4 นัดจนล้มลงเสียชีวิตคาห้องภายในบ้าน ขณะนั้น น.ส.ปรวรรณ บุตรสาวเข้าห้ามปราม แต่ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ 3 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส
จากนั้นคนร้ายยังเดินบุกเข้าไปภายในบ้าน เพื่อหาตัว น.ส.เสาวนิตย์ แต่หลบหนีออกไปทางหลังบ้านก่อนแล้ว พร้อมโทร.แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อตำรวจไปถึงคนร้ายได้หลบหนีไปแล้ว เจ้าหน้าที่จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำคนเจ็บส่ง ร.พ.พัทลุง
สาเหตุเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจมุ่งประเด็นสอบสวนความขัดแย้งเรื่องส่วนตัวและชู้สาว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจพอจะทราบเบาะแสตัวคนร้ายแล้ว ซึ่งกำลังติดตามตัวมาดำเนินคดีและสอบสวนถึงสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560

“ถ้าผมทิ้งไว้ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น” แห่ชมหนุ่มวินจยย.ใจหล่อ นั่งเฝ้าลูกค้าสาวสวยเมาไม่ได้สติยันเช้า

โลกออนไลน์แห่แชร์ภาพหนุ่มวินจยย.ใจหล่อ หลังพาผู้โดยสารสาวสวยซึ่งอยู่ในอาการเมามายไม่ได้สติ มาส่งที่หอพัก แต่สาวเจ้าเกิดเมาไม่ได้สติ จึงต้องนั่งเฝ้าเป็นเพื่อนจนเช้า ก่อนจะพาหญิงสาวไปส่งที่ห้อง ทำให้เกิดกระแสชื่นชมหนุ่มคนดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดยหนุ่มวิน จยย.รายนี้ชื่อนายราชการ หรือหม่ำ พิดขุนทด อายุ 20 ปี ซึ่งในวันเกิดเหตุหญิงสาวคนดังกล่าว ได้โบกเรียกหนุ่มวินจยย.จากย่านอาร์ซีเอ เพื่อให้ไปส่งที่ห้องพักย่านพญาไทแต่ระหว่างทางสาวคนดังกล่าวก็เริ่มไม่ได้สติ และทำท่าจะตกรถตลอดเวลา หนุ่มวินจยย. จึงได้ไปจอดที่หน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง เพื่อซื้อน้ำไปล้างหน้าล้างตาหญิงสาว จากนั้นหญิงสาวก็อาเจียนออกมาและหลับไปทันที ซึ่งหนุ่มวิน ก็พยายามเรียกเท่าไรก็ไม่ตื่น ด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงได้นั่งเฝ้าจนถึงเช้า กระทั่งหญิงสาวตื่นและได้สติ หนุ่มวินจึงพาไปส่งที่หน้าห้องพักจนปลอดภัย
ที่มา>>>ข่าวสด

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

ฮือฮา! แม่ค้าเมืองโอ่ง ขนผลไม้ 3,000 กก. แก้บนหลวงพ่อสมหวัง หลังลูกสาวฟื้นตัวจากมะเร็ง

วันที่ 24 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าที่วัดกลางบางพระ หมู่ 4 ต.บางพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม มีแม่ค้าขายส่งผลไม้รายใหญ่จากตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี เดินทางมาแก้บนผลไม้ 3 ตัน มากกว่า 3,000 กิโลกรัม เพื่อแก้บนให้ลูกสาวมีสุขภาพดีขึ้นจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จึงเดินทางไปตรวจสอบ
พบว่าภายในลานวัดด้านหน้าหลวงพ่อสมหวัง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเนื้อปูนปางมารวิชัย หรือสะดุ้งมาร ที่มีขนาดหน้าตักความกว้าง 15 เมตร มีความสูงขนาด 30 เมตร ที่ลานด้านหน้าหลวงพ่อสมหวังขึ้นไปจนถึงบันได ได้จัดถาดผลไม้เรียงรายไว้เป็นจำนวนมาก ประกอบไปด้วยผลไม้ 5 ชนิด สับปะรด มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ส้มเขียวขวาน แตงโม และกล้วย โดยมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธี และพระครูศรีสุตากร เจ้าอาวาสวัดกลางบางพระ ประพรมน้ำมนต์
นางสมบัติ เล็กเปี่ยม อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 8/1 หมู่ 1 บ้านปราโมท อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เผยว่าเป็นแม่ค้าขายผลไม้ตามฤดูกาลอยู่ในตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี วันนี้เดินทางมากับครอบครัว เพื่อแก้บนให้กับลูกสาวคือน.ส.สรินยา เล็กเปี่ยม อายุ 40 ปี นักศึกษาปริญญาเอก เอกบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ลาดพร้าว กทม.
หลังจากที่อธิษฐานจิตขณะที่ลูกสาวป่วยหนักและเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลใน กทม. ซึ่งตอนนั้นคิดว่าลูกสาวกำลังจะสิ้นใจแล้ว จึงอธิษฐานจิตนึกถึงหลวงพ่อสมหวังขอให้ช่วยลูกสาวให้มีชีวิตต่อสู้กับมะเร็งระยะที่ 4 และขอให้ลูกสาวรอดชีวิตจากโรคร้ายนี้ ปรากฏว่าร่างกายก็ดีขึ้น จนถึงปัจจุบันก็ถือว่าประสบความสำเร็จตามที่ได้บนบานไว้ จึงถือฤกษ์ดีใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีนเดินทางมาแก้บนดังกล่าว สำหรับผลไม้กว่า 3,000 กิโลกรัมนี้ หลังเสร็จสิ้นพิธีส่วนหนึ่งได้มอบให้วัด อีกส่วนหนึ่งนำไปแจกจ่ายให้กับโรงพยาบาลและประสานโรงเรียนแหลมบัววิทยา และโรงเรียนวัดศรีมหาโพธิ์ มารับไปแจกจ่ายให้กับเด็กนักเรียนได้รับประทานกันอีกด้วย
ขณะที่ น.ส.สรินยา เผยว่า ตนรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งในระยะที่ 4 ตั้งแต่เดือนเมษายน 59 จึงเข้ารับการผ่าตัด แต่อาการแย่ลงและหนักขึ้น จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 59 ที่ผ่านมา ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพบว่าปอดอักเสบ มีน้ำในปอดและมีเชื้อราในปอด แต่ระยะที่ผ่านมาได้รักษาตัวโดยการให้คีโมไปแล้ว 13 ครั้ง ฉายแสงมา 30 ครั้ง ปัจจุบันกินยาคีโมเพื่อรักษาอาการ ในตอนนั้นร่างกายทรุดโทรมมากจนเรารู้ตัวดีว่าเราไม่ไหวแล้ว คิดว่าจะไม่มีชีวิตอยู่ต่อ แต่แม่เป็นคนเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียง ขณะนั้นไม่ทราบจริงๆ ว่าแม่ได้บนบานเอาไว้ จนร่างกายเราดีขึ้นจึงรู้ว่าแม่มาบนในเรื่องสุขภาพของเรา จึงชวนมาไหว้หลวงพ่อสมหวัง
สำหรับนางสมบัติ เคยตกป็นข่าวฮือฮาเมื่อครั้งที่เดินทางมาถวายหัวหมูจำนวน 300 หัว เมื่อปี 2558 ที่บนบานไว้เกี่ยวกับเรื่องครอบครัว สุขภาพ และขอให้ลูกหนี้ที่ขอหยิบยืมเงินไป มาชดใช้คืนจำนวน 2 ล้านบาท จนเป็นข่าวโด่งดังที่ผ่านมา
ที่มา>>>ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

หนุ่มขนหัวลุก-แฟนสาวฆ่าตัวสุดหลอน เขียนสั่ง หลายข้อ ไปพิธีศพ นอนค้าง ถ้าไม่ทำ มาหลอก

ไม่มางาน ศพจะตามไปหลอกหลอนน.ศ.สาวเมืองคอน ทิ้งจดหมายสั่งลา แล้วผูกคอตายคาบ้านเช่า หลังเครียด ปมปัญหาเรื่องความรัก น้อยใจแฟนหนุ่ม ระบุให้สวดศพ 9 วัน และให้แฟนหนุ่มใส่เสื้อรูปคู่ที่เคยทำให้ แล้วโพสต์วิดีโอลงเฟซบุ๊ก แถมต้องนอนค้างที่บ้านด้วย ถ้าไม่ทำจะตามไปหลอกทุกคืน ด้านแฟนหนุ่มเผย พร้อมทำตามคำขอทุกอย่าง ย้ำเคยทะเลาะกันบ้าง แต่ก็คืนดีกันแล้ว ระบุนิสัยแฟนสาวขี้น้อยใจ และชอบเก็บปัญหาไว้ คนเดียว
เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 21 ม.ค. พ.ต.ต.สุริยน แกมทอง สว.สอบสวน สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุคนผูกคอตายในบ้านเช่าไม่มีเลขที่ ม.1 ต.โพธิ์เสด็จ อ.เมือง จึงรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนรีบรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยพ.ต.อ.อดิศักดิ์ เทพวรรณ์ ผกก.สภ.เมือง แพทย์เวรโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจ
ที่เกิดเหตุภายในห้องนอนบ้านเช่าหลังดังกล่าว พบศพน.ส.บี (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ใช้ผ้าขนหนูผูกคอกับมือจับหน้าต่างห้อง สภาพศพอยู่ในท่าคุกเข่า จนทำให้กระดูกต้นคอหลุด ผู้ตายสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว นุ่งกางเกงขาสั้นสีฟ้า เบื้องต้นแพทย์สันนิษฐานว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ส่วนบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้และร่องรอยการรื้อค้นทรัพย์สินใดๆ
ที่ฝาผนังห้อง เจ้าหน้าที่พบจดหมายที่น.ส.บี เขียนสั่งลาไว้ก่อนตาย จำนวน 3 ฉบับ ฉบับแรกได้เขียนขอโทษเจ้าของบ้านเช่า อีกฉบับเขียนถึงแฟนหนุ่มชื่อว่า “มายด์” ข้อความว่า “รักมากจนกว่าจะหาใครมาแทนได้” และสั่งให้ทำตามที่บอกด้วย ไม่เช่นนั้นจะตามหลอกหลอนทุกคืน คือต้องใส่เสื้อที่สกรีนให้ไปร่วมงานศพคืนแรกและคืนสุดท้าย พร้อมบอกทางไปงานศพ ลงท้ายว่า “ขอบคุณที่ทำให้รักมากขนาดนี้ ตลอดมามีความสุขมาก” พร้อมกันยังสั่งให้ทำวิดีโอโพสต์ลงเฟซบุ๊ก พร้อมย้ำว่าต้องทำโดยให้ใส่เพลง “สิ่งสุดท้ายที่เกี่ยวกับเธอ” มาด้วย หากไม่ทำตามจะตามมาหลอกหลอน และเอาไปอยู่ด้วย
ส่วนจดหมายฉบับสุดท้าย ผู้ตายเขียนถึงย่า ใจความว่า “ย่า หนูขอโทษที่ทำแบบนี้ ไม่มีเค้านุ้ยอยู่ไม่ได้จริงๆ ย่าให้เค้ามางานศพหนูด้วยนะ เค้าจะเรียกหนูว่าบี เค้าชื่อมายด์ ย่าไม่ต้องเปลี่ยนผ้าให้หนูนะ ให้ใส่ชุดในวันตายจนเผา ส่วนงานศพ ย่าสวดให้หนู 9 วัน 9 คืน ฝากขอโทษทุกคนนะย่า รักย่า รักโป รักพ่อ รักแม่.. รักทุกคนนะ นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ทุกคนจะมาเดือดร้อนเพราะหนู รักทุกคนนะ”
จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นนักศึกษาอยู่ที่สถานศึกษาแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครศรีธรรมราช เพิ่งทะเลาะกับแฟนหนุ่มที่ชื่อว่า “มายด์” ทำให้ผู้ตายเสียใจอย่างมาก ขณะที่อยู่ห้องพักตามลำพังได้เขียนจดหมายระบายความคับข้องใจ ก่อนจะลงมือใช้ผ้าขนหนูผูกคอตายในเวลาต่อมา เชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องความรัก จนทำให้เกิดความ เครียดและก่อเหตุดังกล่าวขึ้น ภายหลังจากชันสูตรพลิกศพเสร็จแล้ว ได้มอบศพให้กับญาตินำกลับไปจัดการตามประเพณีต่อไป
บ่ายวันเดียวกัน “มายด์” ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของผู้ตาย ได้โพสต์วิดีโอและข้อความใน เฟซบุ๊กว่า “บีครับ ไหนสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกันไง แล้วทำไมทำแบบนี้ มีอะไรไม่เคยบอก ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าจะมีวันนี้ เคยทะเลาะกัน ไม่ว่าเค้าถูกหรือผิด เค้าง้อตลอด จะไปไหว้ศพก็ไม่กล้าไป กลัวไปหมด?รักบีมากนะ?บีจะอยู่ในใจเค้าตลอดไป”
พร้อมกันนี้ยังได้โพสต์คลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นภาพเมื่อครั้งสมัยที่ยังรักกันหวานชื่น แล้วแคปชั่นอีกว่า “ขอโทษทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เสียใจ เค้าไม่คิดว่าจะมีวันนี้ รักบีนะ..เค้าทำให้แล้วนะ”
มายด์ระบุด้วยว่า “นี่ผมผิดหรอ ผมก้อคุยกะเค้าแล้วเข้าใจกันแล้ว ดีกันแล้ว ผมก้อไม่คิดเหมือนกันว่าเค้าจะทำแบบนี้ แล้วสาเหตุมันก้อมีหลายเรื่องที่เค้าเก็บไว้คนเดียว..ช่วยบอกหน่อยครับ ผมผิดใช่มั้ย ????”
ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายมายด์ แฟนหนุ่มของผู้ตาย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้แฟนสาวมาพักอยู่กับตนที่ จ.ปทุมธานี พ่อของตนมีอาชีพรับเหมาติดตั้งฝ้าเพดาน ตนต้องไปช่วยพ่อทำงานด้วย ระหว่างที่อยู่ด้วยกันก็จะพาแฟนสาวไปทำงานด้วยเสมอ ก่อนหน้านี้ทราบว่าแฟนสาวกำลังมีปัญหากับคนในครอบครัว แต่เป็นเรื่องอะไรนั้นแฟนสาวไม่ยอมบอก ระหว่างที่อยู่ด้วยกันก็ปกติดี ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกัน แต่แฟนสาวเป็นคนขี้น้อยใจ มีปัญหาอะไรจะไม่ค่อยพูด ชอบเก็บไว้คนเดียว
นายมายด์กล่าวต่ออีกว่า ก่อนหน้านั้นอยู่ดีๆ แฟนสาวก็บอกตนว่า ถ้าเกิดวันนึงบีตายไป ตนจะทำยังไง ซึ่งตนก็บอกไปว่าจะพูดทำไมมันเป็นลางไม่ดี ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร กระทั่งตนเกิดทะเลาะกับแฟนสาว ด้วยเรื่องเล็กน้อย เขาจึงกลับไปบ้านที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งตลอดเวลาก็โทร.คุยกันทุกวัน ตามง้ออยู่ตลอดเวลา กระทั่งเขาหายโกรธ และเพิ่งกลับมาคืนดีกันได้เพียงแค่ 1-2 วันที่ผ่านมา จนมารู้ว่าผูกคอตายไปในที่สุด
นายมายด์กล่าวด้วยว่า สำหรับจดหมายที่แฟนสาวเขียนสั่งให้ทำนั้น ก็ยินดีจะทำ เพราะรักแฟนสาวมาก ส่วนเสื้อที่แฟนสาวให้ใส่นั้นเป็นเสื้อยืดสีดำ มีสกรีนรูปคู่ตนกับแฟนสาว หลังทราบข่าวว่าเขาผูกคอตาย ก็รีบโทรศัพท์ไปที่บ้านของแฟนสาว ทางบ้านแฟนก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร ให้ไปร่วมงานศพได้ ตนก็กำลังเตรียมตัวเดินทางลงไป และจะนอนค้างที่บ้านตามคำสั่งด้วย แต่จะอยู่ได้กี่วันนั้นต้องขอดูสถานการณ์ก่อน เพราะตอนนี้เงินก็ไม่ค่อยมี
ด้านย่าของน.ส.บี เปิดเผยว่า หลังทราบเรื่องของหลานสาวก็แทบใจจะขาด ไม่คิดว่าจะคิดสั้นอย่างนี้ ส่วนจดหมายที่เขียนสั่งเสียว่า ขอให้บำเพ็ญกุศลศพ 9 วัน 9 คืนนั้น ตนขอขมาศพไปแล้วว่าขอทำแค่ 5 วัน เพราะตนไม่สบาย ไว้นานกว่านี้ไม่ได้ ขณะนี้ศพตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านใน จ.นครศรีธรรมราช ส่วนเรื่องที่หลานขอให้แฟนหนุ่มชื่อ “มายด์” มาร่วมงานศพวันแรกและวันสุดท้ายนั้น ตนยินดีให้มาร่วมงาน เพราะสิ่งที่หลานสาวทำลงไปอาจจะไม่เกี่ยวกับนายมายด์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นติดต่อมา
“มาเถอะ ยังไงก็ให้มาขอขมาศพหลานสาวของย่าด้วย เรื่องที่เกิดขึ้นทางญาติพี่น้องก็ไม่มีปัญหาอะไร” ย่าของผู้ตายกล่าวด้วยความเสียใจ
ที่มา>>>ข่าวสด

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

“หอมแดงพื้นบ้าน” ราคาพุ่งรับต้นฤดูกาล กก. 30-45 บาท ชูปีทอง “หอม-กระเทียม”

วันที่ 20 มกราคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เป็นต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวหอมแดง พบว่าราคาหอมแดงต้นฤดูในจังหวัดพะเยา มีราคาอยู่ที่ กก.ละ 35-45 บาท เนื่องจากสถานการณ์สภาพอากาศหนาวเย็นและมีฝนตก กลางวันแดดจัด ทำให้เกษตรกรที่ปลูกหอมแดงประสบปัญหา ผลผลิตหอมแดงไม่มีคุณภาพ หัวหอมไม่โตและบ้างก็ไม่มีหัว เนื่องจากใบเน่า พื้นที่ความเสียหาย โดยเฉพาะใน ต.จำป่าหวาย อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกหอมแดงที่มีคุณภาพแห่งหนึ่งของ จ.พะเยา ขณะนี้มีความเสียหายแล้วกว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้หอมแดงจากจีนก็เริ่มขาดตลาดทำให้ราคาขยับตัวขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 29-35 บาท ทำให้ผู้ค้าหอมทอดต้องแบกรับภาระหอมแพง แต่ก็ยังขายหอมทอดที่ กก.ละ 250-350 บาท
นางยุพา บุญเรือง บ้านเลขที่ 33 หมู่ 2 ต.จำป่าหวาย อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา เปิดเผยว่า เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตหอมแดงในพื้นที่ ฝนตก หมอกลงจัดในช่วงเช้าและกลางคืน กลางวันแดดจัด ทำให้ใบหอมแดงเน่า ไม่มีหัว หรือหัวไม่โต ผลผลิตหายไปจำนวนมาก ทราบว่าปีนี้ในพื้นที่ ต.จำป่าหวาย ปลูกประมาณ 2,000 ไร่ แต่ผลผลิตเสียหายไปแล้วกว่า 1,400 ไร่ สำหรับตนปลูกไว้ 2-3 ไร่ เพื่อใช้ทำพันธุ์เตรียมปลูกในเดือนเมษายน 2560 ปรากฏว่าขณะนี้เสียหายเกือบสิ้นเชิง ไม่สามารถใช้ทำเป็นพันธุ์ได้ จึงอยากร้องขอให้ราชการช่วยเหลือด้านค่าชดเชย เพราะเกษตรกรจะต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องจัดหาพันธุ์ปลูกในเดือนเมษายนนี้ด้วย
“แต่ละปีที่ปลูกหอมแดงจะต้องใช้ทุนเฉลี่ยไร่ละ 4,000-5,000 บาท แต่ปีนี้ลงทุนแล้วยอมรับว่าไม่สามารถได้คืน เพราะเกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้หอมแดงเสียหายอย่างหนัก” นางยุพา กล่าว
นายพิทักษ์ชน แข่งขัน นายกเทศมนตรีตำบล(ทต.)บ้านถ้ำ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา กล่าวว่า กระเทียมพื้นเมืองในพื้นที่ ต.บ้านถ้ำที่ปลูกกันกว่า 1,000 ไร่ นั้น แม้นจะปลูกมาก แต่ผลผลิตไม่น้อย เพราะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวนเช่นกัน บางแปลงเป็นเชื้อราทำให้กระเทียมไม่มีคุณภาพ แต่ในแปลงที่เจ้าของเอาใจใส่เป็นอย่างดีก็มีคุณภาพเช่นกัน และปีนี้นับว่าเป็นปีทองของเกษตรกรที่ปลูกกระเทียมและหอมแดงมีรายได้ดี เพราะผลผลิตน้อย พื้นที่ปลูกลดลง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับราคากระเทียมนั้น หน้าสวนในพื้นที่ ต.บ้านถ้ำ ถอนสดๆ จากดินอยู่ที่ กก.ละ 25-30 บาท พ่อค้าแม่ค้าที่รับซื้อและนำมาขายปลีก กก.ละ 60 บาท กระเทียมแห้งค้างปี กก.ละ 150-250 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด
ที่มา>>>ข่าวสด