วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ด่วน!! สามีบุกยิงภรรยากับสาวใช้ตาย 2 ศพคาร้านขายยา ก่อนลั่นไกฆ่าตัวตาม

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 24 พ.ย. ศูนย์พระนครรับแจ้ง มีผู้ใช้อาวุธปืน ยิงภายในร้ายขายยา ภายใน ซ.เสรีไท 7 แยก 7 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. หลังรับแจ้งจึงเดินเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เป็นตึกแถวติดกันหลายคูหา บริเวณบ้านเลขที่ 1/1 สูง 3 ชั้น บริเวณชั้น 1 เปิดเป็นร้ายขายยา ชื่อร้าน “เภสัชยา”
จากการตรวจสอบภายในร้าน พบศพชาย 1 ราย และหญิง 2 ราย ยังไม่ทราบชื่อ เสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยอาวุธปืน นอนตายเรียงรายอยู่ในร้านขายยาทั้ง 3 ศพ
จากการสอบถามทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีประชาชนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ก่อนที่จะมีคนแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบชายคนดังกล่าวกำลังถือปืนอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพยายามเข้าเกลี่ยกล่อมแต่ไม่เป็นผลก่อนใช้อาวุธปืนยินตัวเองเสียชีวิตดังกล่าวs__10575957
ลูกสาวของผู้เสียชีวิตอีกคน รุดมาดูที่เกิดเหตุ
รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ก่อเหตุเป็นชายวัยกลางคนใช้ปืนยิงภรรยาตัวเองและสาวใช้เสียชีวิต ก่อนที่จะยิงตัวตายตาม โดยเจ้าหน้าที่กำลังสอบปากคำลูกสาวของผู้ตาย ซึ่งร่ำไห้เสียใจอยู่ในที่เกิดเหตุ
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รวบ 2 อา-หลาน ติดยางอมแงม ชวนกันขี่จยย.ตระเวนวิ่งราวเหยื่อ หาเงินซื้อยาเสพ

วันที่ 22 พ.ย. พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผกก.สน.โชคชัย, พ.ต.ท.สิทธิศักดิ์ นาคามาตย์ รอง ผกก.สส., พ.ต.ท.บุญฤทธิ์ เสียงใส สว.สส., พ.ต.ต.กอบศักดิ์ โพธิ์วารี สว.สส., ร.ต.อ.จารุเดช แดงชาติ รอง สว.สส. พร้อมฝ่ายสืบสวนร่วมกันจับกุมนายมิน พลับพลา อายุ 27 ปี และนายสมหวัง นุพิศรี อายุ 36 ปี พร้อมของกลางรถจยย.ฮอนด้าดรีม สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน รองเท้า และเสื้อผ้าแบรนด์เนมหลายรายการ โดยสามารถจับกุมได้ที่ด้านหน้าเพิงพักไม่มีเลขที่ ซอยรัชดาภิเษก 36 แยก 9-21-4 แขวงจันทร์เกษม เขตจตุจักร กทม.
พ.ต.อ.สุพล เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ผู้เสียหายได้ทรัพย์สินไปเป็นโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และเงินสด 500 บาท ที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านแพน ภายในหมู่บ้านอมรพันธ์ 9 จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวกระทั่งทราบว่าทั้ง 2 คน คือคนร้ายจึงนำกำลังเข้าจับกุมพร้อมของกลางดังกล่าว
 จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 ให้การรับสารภาพว่า ทั้ง 2 คน มีศักดิ์เแนอา-หลานกัน และมีอาชีพรับจ้างก่อสร้างทั่วไป ระยะหลังมานี้ไม่มีผู้ใดมาจ้างจนไม่มีรายได้ ประกอบกับติดยาเสพติด จึงชักชวนกันขี่รถจยย. ตระเวณตามร้านก๋วยเตี๋ยว รวมทั้งร้านหมูกระทะ เมื่อพบเห็นเหยื่อถือกระเป๋าใส่มือถืออยู่หรือเหยื่อเอามือถือวางไว้บนโต๊ะ จะเข้าไปหยิบทรัพย์สินแล้วหลบหนีไป โดยทำมาแล้ว 2 ครั้งในพื้รที่ สน.โชคชัย ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ร้าน 71 หมูกระทะ ได้ทรัพย์สินโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง จากนั้นจะนำโทรศัพท์มือถือไปขายที่ร้านรับซื้อย่านซอยเสือใหญ่ และนำเงินสดที่ได้มาแบ่งกันเพื่อนำไปซื้อยาเสพติดมาเสพ
พ.ต.อ.สุพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พบว่ามีประวัติเสพยาเสพติดในท้องที่ สน.พหลโยธิน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ คาดว่าน่าจะก่อเหตุมามากกว่านี้ ซึ่งหากผู้เสียหายรายใดคาดว่าจะถูกทั้ง 2 คน ก่อเหตุสามารถเข้าให้ข้อมูลได้ที่ สน.โชคชัย ก่อนส่งตัวทั้ง 2 คน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ข่าวด่วน!! แผ่นดินไหวใกล้ชายฝั่งเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ล่าสุดแจ้งเตือนซึนามิแล้ว

วันที่ 22 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 03.59 น. ตามเวลาในประเทศไทย เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.9 เเมกนิจูด ความลึก 10 กิโลเมตร บริเวณใกล้ชายฝั่งเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ล่าสุดทางประเทศญี่ปุ่น มีการแจ้งเตือนซึนามิ และอพยพประชาชนแล้ว
ที่มา>>>ข่าวสด

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ตม.ชลบุรีรวบนักค้ายาเสพติดรายใหญ่รัสเซีย หนีหมายจับกบดานพัทยา

วันที่ 20 พ.ย. พ.ต.ท.ธวัชชัย หนองบัว รองผกก.ตม.จว.ชลบุรี ได้รับการประสานให้ติดตามจับกุมชายสัญชาติรัสเซียตามหมายจับตำรวจสากลในคดีลักลอบค้ายาเสพติดรายใหญ่สุดในรัสเซียซึ่งหลบหนีคดีเข้ามาซุกตัวในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพัทยามากว่า 3 ปีแล้ว จึงรวบรวมเอกสารหลักฐานก่อนออกติดตามจับตัวทันที
กระทั่งสืบทราบว่าหนุ่มรัสเซียดังกล่าวชื่อ นายดมิตรี ฟิลิพซิน อายุ 27 ปี พักอยู่บ้านเลขที่ 178/4 หมู่ 11 หมู่บ้านดุสิตวิว ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงเข้าตรวจสอบพบผู้ต้องหาพักอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวกับภรรยาชาวรัสเซีย แต่ไม่ยอมออกมา ให้ภรรยาออกมาพบเจ้าหน้าที่แทน
ตำรวจพูดจาเกลี้ยกล่อม 1 ชั่วโมง ผู้ต้องหาจึงยอมเปิดประตูห้องออกมาพบ พร้อมแสดงหนังสือเดินทางสัญชาติยูเครน ระบุชื่อนายตีมินโท โบนดาร์ชุค อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบไปยังสถานกงสุลยูเครน ประจำประเทศไทย ทราบว่าเป็นหนังสือเดินทางปลอม จึงควบคุมตัวมาสอบสวน
เบื้องต้นผู้ต้องหาพูดจาบ่ายเบี่ยงว่าเป็นคนสองสัญชาติ และไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม แต่ด้วยหลักฐานต่างๆที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบนั้นขัดแย้งกับคำให้การ เจ้าหน้าที่จึงตั้งข้อหาปลอมหนังสือเดินทาง และใช้หรือมีเพื่อใช้หนังสือเดินทางปลอม ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมผลักดันกลับออกไปจากนอกราชอาณาจักรไทยต่อไป
ที่มา>>>ข่าวสด

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สุดวุ่น!! แม่สามีวางแผนจ้างลูกน้องลักพาตัวหลานจากสะใภ้ เหตุรักหลานมาก

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 18 พ พ.ย. ด.ต.นัฐพงษ์ ศรีไสว ผบ.หมู่ จร.สภ.เมืองอุดรธานี กำลังปฎิบัติหน้าที่อยู่ที่ บขส.อุดรธานี แห่งที่ 1 ถนนสายอุทิศ เขตเทศบาลนครอุดรธานี ได้มี น.ส.รัตนาวดี (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปีและนายวงปิยะ (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี 2 สามีภรรยา เข้ามาแจ้งว่า ลูกสาวอายุ 4 ขวบถูกลูกจ้างโรงเรียนแม่ผัวลักพาตัว เหตุเกิดเมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
น.ส.รัตนาวดี ให้การว่า ได้แต่งงานกับนายวงปิยะ จนมีลูกสาว 1 คน ชื่อน้องบี (นามสมมุติ) อายุ 4 ขวบ ซึ่งพวกตนมีกิจการรีสอร์ท 2 แห่งอยู่ห่างกัน 700 เมตร ที่บ้านหนองบุ ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรฯ คือ บุษบารีสอร์ท 1 เป็นห้องเช่าแบบรายวัน และบุษบารีสอร์ท 2 เป็นห้องเช่าแบบรายเดือน ปกติแล้วตนจะดูแลกิจการรีสอร์ทกับลูกสาว ส่วนนายวงปิยะ สามีจะอยู่ อ.กระทุ่มแบน จะเดินทางมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ล่าสุดสามีเดินทางมาเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน
นางรัตนาวดี ให้การต่อไปว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมาได้มี น.ส.นา ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง อายุประมาณ 40 ปี ชาว อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ผิวสีดำ รูปร่างท้วม สวมแว่นสายตา เป็นคนงานในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งของแม่สามี ได้นั่งรถทัวร์ตามมาบอกว่าจะเอาเสื้อผ้ามาให้ และตนให้พักอยู่ในบุษบารีสอร์ท 1 ก่อนเกิดเหตุ เมื่อเวลา 11.00 น. เช้าวันนี้ น.ส.นา ได้ยืมรถ จยย.ของแม่ตน อ้างว่าจะขับขี่พาน้องบี ไปดูบุษบารีสอร์ท 2 จนเที่ยงวัน น.ส.นา ได้นำรถมาจอดหน้ารีสอร์ท แล้วก็หายไปพร้อมกับน้องบี ตนได้โทรศัพท์หา น.ส.นา ก็บอกว่าพาน้องบี มาหาพ่อที่ร้านสะดวกซื้อใกล้รีสอร์ท ตนนั่งรอ จนนายวงปิยะกลับมา ไม่เห็นน้องบี จึงโทรศัพท์หา น.ส.นา อีก กลับบอกว่ามาไกลแล้ว ไม่ต้องตาม ตนจึงรู้ว่า น.ส.นา ลักพาตัวน้องบี จึงออกตามหาที่ บขส.แห่งที่ 1 แต่ไม่พบ จึงแจ้งตำรวจให้ช่วยสกัดเส้นทางที่ น.ส.นา หลบหนี และมาแจ้ง พ.ต.ต.นันทพล เชื้อพรหมมา สว.สส.สภ.เมืองอุดรฯ เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.นา
พ.ต.ท.อาทิตย์ฯ เปิดเผยว่า หลังรับแจ้งความ และสอบปากคำ พบว่านายวงปิยะ มีพิรุธหลายอย่าง จึงได้นำตัวทั้งสองมาให้ชุดสืบสวนสอบปากคำหาสาเหตุ หลังสอบปากคำทราบว่า น.ส.รัตนาวดี และ นายวงปิยะ 2 สามีภรรยา ซึ่งเป็นพ่อแม่ของน้องบี แต่งงานจดทะเบียนกันถูกต้องตามกฎหมาย เริ่มแรกทั้งสองอาศัยอยู่บ้านพ่อแม่นายวงปิยะ จนกระทั่งมีลูกคือน้องบี ซึ่งปู่และย่ารักหลานมาก แต่ระยะหลังทั้งสองมักจะมีทะเลาะมีปากเสียงกัน พ่อแม่นายวงปิยะจะเข้าข้างลูก ทำให้ น.ส.รัตนาวดี อึดอัดและได้หอบลูกหนีกลับมาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ จ.อุดรธานี
พ.ต.ท.อาทิตย์ฯ กล่าวต่อไปว่า นายวงปิยะ ได้เดินทางมาง้อเมียและเยี่ยมลูกเป็นประจำ แต่มาครั้งนี้ ได้มี น.ส.นา ซึ่งเป็นคนงานในโรงเรียนของแม่นายวงปิยะ ตามมาในตอนหลังด้วย และได้ลักพาตัวน้องบีไป ซึ่งขณะสอบสวนปากคำแม่นายวงปิยะ โทรศัพท์มาหา จนในที่สุดได้สารภาพกับตำรวจว่า แม่ได้วางแผนให้ น.ส.นา ให้มาเอาน้องไบร์ทไปหาปู่และย่า จึงขอให้ทั้งสองกลับไปไกล่เกลี่ยพูดคุยกันที่บ้าน เพราะว่าทั้งสองครอบครัว ต่างรักน้องบี ทุกคน ส่วนการดำเนินคดีตำรวจยังไม่ดำเนินคดีกับ น.ส.นา แต่ได้ประสานไปยังตำรวจท้องที่ ขอให้ตรวจสอบว่าน้องบี กลับถึงบ้านปู่ย่าหรือไม่ ถ้ายังไม่พบตัวน้องบี จะดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องทันที
ที่มา>>>ข่าวสด

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เจอตัวแล้ว!! สาวนั่งกระโปรงท้าย โผล่ สน.หัวหมาก จ่ายค่าปรับ ยังไม่จบเรียกฝ่ายคนขับด้วย

จากกรณีมีการแชร์คลิปหญิงสาวนั่งอยู่บนท้ายกระโปรงรถซึ่งกำลังวิ่งอยู่บนถนนพระรามเก้า โดยปรากฏคลิปด้วยกันทั้งหมด 3 คลิป ตั้งแต่ยังไม่มืดจนถึงช่วงค่ำซึ่งทำให้ทราบว่า มีการนั่งในลักษณะนี้เป็นเวลานาน ก่อนที่คลิปจะจบลงที่หญิงสาวลงมาทุบรถ
ล่าสุด พ.ต.ท.นพพร ศรีสุชาติ รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ระบุว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา หญิงคนดังกล่าวได้เข้าพบพนักงานสอบสวนแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ปรับเป็น 500 บาท ตามความผิด พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2552 ในข้อหานั่งบนรถยนต์ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในขณะที่รถยนต์เคลื่อนที่
จากการสอบปากคำฝ่ายหญิง ทราบเพียงว่าเป็นปัญหาทะเลาะกันภายในครอบครัว และรถที่ปรากฏในคลิปก็ไม่ได้เป็นรถสวมทะเบียน ส่วนเจ้าของรถซึ่งเป็นผู้ชาย ทราบตัวบุคคลและออกหมายเรียกแล้ว แต่ยังไม่มาพบพนักงานสอบสวน เบื้องต้นทราบว่ายังอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งพนักงานสอบสวนเตรียมแจ้งข้อหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ที่มา>>>ข่าวสด

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หนุ่มขับรถขนน้ำมันเตา โยกพวงมาลัยแซงรถคันหน้า แต่กลับเหวี่ยง เสียหลักคว่ำ น้ำมันนองพื้น

วันที่ 16 พ.ย. หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถานได้รับแจ้งจากศูนย์สั่งการ 1669 ว่าเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกน้ำมันเสียหลักพลิกคว่ำมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บริเวณริมถนนเพชรเกษมหลักกิโลเมตรที่ 312+300 หมู่ 4 บ้านหว้าโทน ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองวาฬ และตำรวจทางหลวง รุดเข้าไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุพบรถสิบล้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียนป้ายเหลือง 70-7421 สมุทรสาคร บรรทุกน้ำมันเตา เสียหลักชนกับต้นไม้จนพลิกคว่ำตกลงไปข้างถนน ส่วนหัวรถได้รับความเสียหาย และมีน้ำมันเตาไหลออกจากถังบรรจุนองพื้นทั่วบริเวณ โดยมีนายสมภพ คำกลั่น อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/6 หมู่ 5 ต.ดอนไก่ดี อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนและขามีแผลแตก เจ้าหน้าที่กู้ภัยปฐมพยาบาลเบื้องต้นนำตัวส่งโรงพยาบาลประจวบ
สอบสวนนายสมภพ ให้การว่า ตนได้ขับรถบรรทุกน้ำมันเตามาจากจังหวัดสมุทรสาคร และกำลังจะนำไปส่งที่บริษัทสหวิริยา อ.บางสะพาน เพื่อนำไปใช้หลอมเหล็ก เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุตนได้โยกพวงมาลัยแซงรถที่อยู่ด้านหน้าแต่น้ำมันที่บรรทุกมาในถังเกิดการแกว่งตัวทำให้รถเสียหลักชนกับต้นไม้ข้างทางตกถนนพลิกคว่ำได้รับบาดเจ็บและเสียหายดังกล่าว
ที่มา>>>ข่าวสด