วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

ร้อนนี้ ระวังน้ำแข็งไม่สะอาด อาหารบูด


นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากสภาพอากาศที่เริ่มร้อนขึ้นในช่วงนี้ เหมาะแก่การเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนของเชื้อโรคหลายชนิด ซึ่งอากาศที่ร้อนแบบนี้ยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่ายกว่าปกติ รวมถึงการบริโภคน้ำจากตู้กดน้ำและน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ไม่มีคุณภาพ ทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ

สำหรับสถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษในประเทศไทย ข้อมูลนากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม - 26 กุมภาพันธ์ 2561 พบผู้ป่วยแล้ว 22,950 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ 15-24 ปี รองลงมา อายุ 25-34 ปี และ 45-54 ปี ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ลำพูน อำนาจเจริญ ตราด อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ตามลำดับ

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำ น้ำแข็ง ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค (แบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิ) สารพิษ หรือสารเคมี ซึ่งมักพบในอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารไม่สะอาด และอาหารที่ปรุงไว้นานแล้ว ไม่ได้แช่เย็นหรือไม่นำมาอุ่นก่อน ในส่วนน้ำแข็งที่ประชาชนรับประทาน อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้ จากภาชนะเก็บที่ไม่ได้มาตรฐาน สกปรกหรือวิธีการผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ นอกจากนี้ 10 เมนูอาหารเสี่ยงในช่วงหน้าร้อนที่ประชาชนควระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
1. ลาบ/ก้อยดิบ
2. ยำกุ้งเต้น
3. ยำหอยแครง/ยำทะเล
4. ข้าวผัดโรยเนื้อปู
5. อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด
6. ขนมจีน
7. ข้าวมันไก่
8. ส้มตำ
9. สลัดผัก
10. น้ำแข็ง ที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน
แนะนำประชาชนก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ขอให้สำรวจอาหารก่อน หากมีกลิ่น รส หรือรูปเปลี่ยนไป ไม่ควรรับประทานต่อ อาหารที่ไม่เปลี่ยนแปลงควรอุ่นอาหารให้ร้อนก่อนรับประทาน พร้อมยึดหลัก "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" 
ที่มา:sanook

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561

5 อาหาร ไม่ควรทานในหน้าร้อน




สภาพอากาศร้อนแรงแสบผิวในบ้านเรา อาจทำให้อาหารต่างๆ เสียเร็วขึ้น แต่หากมองในแง่ของผลหมากรากไม้ เกษตรกรผู้ที่มีไร่ผลไม้น่าจะชอบใจ เพราะผลไม้เขตร้อนหลายชนิดกำลังออกผลงามมากมาย แต่ก็ใช่ว่าผลไม้ทุกชนิดจะเหมาะกับการทานในหน้าร้อน มีอะไรที่ควร ไม่ควรทานกันบ้าง

  1. ทุเรียน ลำไย ขนุน ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง

จริงๆ ไม่ว่าจะหน้าไหน การทานทุเรียน และผลไม้น้ำตาลสูงอย่าก็ต้องควบคุมปริมาณไม่ทานมากเกินไปอยู่แล้ว เพราะทานมากก็อ้วน และอาจส่งผลต่อโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น แต่สำหรับหน้าร้อนแล้ว เรายิ่งควรทานทุเรียนให้น้อย เพราะอาจทำให้เป็นแผลร้อนใน เจ็บคอ ไอ มีไข้ ปวดศีรษะ จุกแน่นท้อง ครั่นเนื้อครั่นตัว หรือตาแดงได้

  1. อาหารมัน อาหารทอด
ไม่ว่าจะไก่ทอด ลูกชิ้นทอด กล้วยแขก และอื่นๆ อีกมากมาย อาหารทอด และอาหารมัน ยิ่งทำให้ร่างกายได้รับพลังงานสูงขึ้น เพราะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงอยู่แล้ว ยิ่งเจอกับอากาศร้อนๆ เข้าไปอีก นอกจากจะอ้วนง่ายขึ้นแล้ว ยังเสี่ยงเป็นร้อนใน เจ็บคออีกด้วย
  1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายรู้สึกร้อนวูบวาบจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเส้นเลือด ดังนั้นหากไม่อยากร้อนไปกว่านี้ ก็เลี่ยงแอลกอฮอล์จะดีกว่า

  1. เนื้อแดง เนื้อวัว เนื้อแพะ
เนื้อสัตว์เหล่านี้ให้พลังงานสูงเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้สั่งเป็นเนื้อติดมัน แต่จริงๆ แล้วเนื้อเล่านี้มีไขมันแทรกอยู่ทั่วทุกส่วนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ยิ่งใครทานเป็นประเภทปิ้งย่างด้วย คงเข้าใจดีว่าไขมันเยอะขนาดไหน ร้อนกันขนาดนี้แล้ว อย่าเพิ่งเพิ่มไขมันในพุงกันมากไปกว่านี้เลยเนอะ

  1. หอม กระเทียม
เราเป็นคนหนึ่งที่ทานกระเทียมมากๆ แล้วจะเจ็บคอ สาเหตุเพราะกำมะถันตัวเดิมกับที่พบในทุเรียน และผลไม้รสหวานหลายชนิด ที่ทำให้ร่างกายร้อนเกินไป ดังนั้นทานได้แต่อย่ามากค่ะ
ที่มา:sanook

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561

9 วิธีดูแลสุขภาพช่องคลอดให้ปราศจากกลิ่น


สูตินรีแพทย์แนะนำผู้หญิงดูแลสุขภาพช่องคลอดให้ปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ 9 วิธี หากมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับตกขาวปริมาณมาก มีสีและลักษณะที่ผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์หรือสูตินรีแพทย์ทันที


ปกติผู้หญิงทุกคนจะให้ความสำคัญกับความสะอาดของร่างกาย เพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกาย โดยเฉพาะกลิ่นของช่องคลอด ซึ่งปกติช่องคลอดของผู้หญิงจะมีกลิ่นคาวอ่อนๆ แต่กลิ่นอาจจะแรงขึ้นบ้างในช่วงใกล้มีประจำเดือนทั้งนี้ มีสาเหตุจากฮอร์โมนเพศที่ทำให้เกิดการมีประจำเดือนโดยอาจเกิดร่วมกับการมีตกขาว สีขาวเหมือนแป้งเปียก หรือขาวใสเล็กน้อย
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิงทุกคน ขอแนะนำ 9 วิธี ดูแลสุขภาพช่องคลอดให้ปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ ดังนี้
1. ไม่ควรโกนขนอวัยวะเพศ เพราะขนอวัยวะเพศ ช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ช่องคลอดได้
2. ไม่ใส่กางเกงยีนส์หรือกางเกงคับติ้วเพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นมากยิ่งขึ้น
3. ทำความสะอาดแบบเช็ดหน้าไปหลัง ป้องกันเอาเชื้อโรคจากรูทวารหนักเข้ามาทางช่องคลอด 
4. รักษาความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำสะอาด ร่วมกับสบู่ที่อ่อนโยน ไม่ใช้น้ำยาเฉพาะจุดซ่อนเร้นเพราะจะไปฆ่าแบคทีเรียชนิดดี ทำให้ติดเชื้อง่าย
5. ไม่สวนล้างช่องคลอดเพราะทำให้ช่องคลอดมีภาวะเป็นด่าง เพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่สร้างกลิ่น ขณะเดียวกันยังลดแบคทีเรียแลคโตบาซิลัส ที่ช่วยกำจัดเชื้อรา
6. ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะจะทำลายแบคทีเรีย "แลคโตบาซิลลัส"
7. เลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยแบบบางทุกวัน เพราะจะทำให้อวัยวะเพศอับชื้น
8. รักษาความสะอาดกางเกงใน สวมใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดตึงมาก
9. งดของหมักดองและอาหารทะเล เพราะในอาหารดังกล่าวมีสารเคมีกระตุ้นตกขาว และทำให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบระคายเคือง
 หากช่องคลอดมีกลิ่นผิดปกติร่วมกับตกขาวปริมาณมาก มีสีและลักษณะที่ผิดปกติ เช่น เหลือง หรือเป็นมูก มูกปนเลือด หรือเป็นเลือด มีผื่นในบริเวณอวัยวะเพศเพศ คัน แสบผิวหนังส่วนอวัยวะเพศหรือช่องคลอด  เกิดการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เจ็บแสบเมื่อปัสสาวะ หรือปัสสาวะขุ่น อย่านิ่งนอนใจขอให้รีบพบแพทย์ หรือสูตินรีแพทย์ทันที
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561

ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร ยิ่งสูงยิ่งเสี่ยงโรค


ไขมันทรานส์ คือไขมันที่เป็นตัวร้ายที่ก้อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินมาตรฐาน รอบเอวที่หนาขึ้น ไขมันที่เกาะอยู่ภายในหลอดเลือดต่างๆ จนเป็นสาเหตุของโรคอันตรายมากมาย เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตัน จนเป็นอัมพฤกต์ อัมพาต หรือโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้
รศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เราไม่ควรทานอาหารที่มีปริมาณไขมันทรานส์มากกว่า 0.5 กรัม หรือ 500 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และใน 1 วันไม่ควรทานไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัม หรือ 2,200 มิลลิกรัม ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าอาหารชนิดได มีปริมาณไขมันทรานส์สูง และควรระมัดระวังในการทานบ้าง


ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร ต่อ 100 กรัม
  • พายกรอบ 163 มิลลิกรัม
  • คุกกี้เนย 309 มิลลิกรัม
  • ทอฟฟี่เค้ก 373.7 มิลลิกรัม
  • บราวนี่ 286 มิลลิกรัม
  • ขนมปังเนยสด 104 มิลลิกรัม
  • พายทูน่า 395 มิลลิกรัม
  • แยมโรล 262 มิลลิกรัม
  • เค้กเนย 400 มิลลิกรัม
  • เค้กผลไม้ 236 มิลลิกรัม
  • เค้กกล้วยหอม 258 มิลลิกรัม
  • ขนมปังไส้กรอก 263 มิลลิกรัม
  • โดนัท (ไส้บาวาเรียน) 675 มิลลิกรัม
  • แซนวิชทูน่า 247 มิลลิกรัม
  • แซนวิชแฮมชีส 227 มิลลิกรัม
  • แฮมเบอร์เกอร์หมู 226 มิลลิกรัม
  • แฮมเบอร์เกอร์ไก่ 102 มิลลิกรัม
  • เอแคลร์ 211 มิลลิกรัม
  • คัสตาร์ดเค้ก 105.67 มิลลิกรัม
  • ข้าวโพดคั่ว 142 มิลลิกรัม
  • ขนมขาไก่ 288 มิลลิกรัม
  • ขนมปังทาเนยอบกรอบ 219 มิลลิกรัม
  • โดนัทโรยน้ำตาล 159 มิลลิกรัม
  • เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลต 396 มิลลิกรัม
  • คุกกี้แซนวิชสอดไส้ครีมรสนม 224 มิลลิกรัม
  • เค้กสอดไส้ครีมคัสตาร์ด 378 มิลลิกรัม
  • ปลาซิวแก้ว 397 มิลลิกรัม
  • หมี่กรอบ 166 มิลลิกรัม
  • ข้าวโพดทอด 234 มิลลิกรัม
  • มันฝรั่งทอด 329 มิลลิกรัม
  • หมูทอด 260 มิลลิกรัม
  • ไก่ทอด 239 มิลลิกรัม
  • เนื้อทอด 245 มิลลิกรัม
  • เต้าหู้ทอด 184 มิลลิกรัม
  • ปาท่องโก๋ 187 มิลลิกรัม
  • ซาลาเปาทอด 141 มิลลิกรัม

 เท่านี้เราก็รู้ปริมาณของอาหารที่เราควรทานกันคร่าวๆ แล้วว่า เราควรทานมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้ร่างกายของเรามีปริมาณไขมันทรานส์มากเกินไป อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ แต่ควรจำกัดปริมาณในการทานให้ดี มิฉะนั้นโรคภัยต่างๆ อาจถามหาคุณได้เร็วๆ นี้
ที่มา:sanook

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

สมุนไพรไทยชั้้นดี ลดการอักเสบของแผล ไพล ไม่ใช่ขมิ้น!


ไพล หรือว่านไพล เป็นสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน เปลืองสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองแกมเขียว มีรสชาติฝาด ฉ่ำน้ำ ร้อนซ่า และมีกลิ่นเฉพาะ หากเป็นเหง้าไพลแก่จะมีรสเผ็ดเล็กน้อย
ความแตกต่างของไพล และขมิ้นสด
หากดูภายนอกหลังจากผ่าเหง้าดูแกนด้านในแล้ว จะเห็นว่าขมิ้นชันจะมีแกนสีเหลืองส้มเข้ม ในขณะที่ไพลจะเป็นสีเหลืองปนเขียวอ่อน


ประโยชน์ของไพล
ไพล เป็นที่รู้จักของคนไทยในฐานะยารักษาแผลที่ช่วยลดอาการปวดบวมอักเสบ รักษาแผลฟกช้ำดำเขียว เพราะมีองค์ประกอบเคมีที่สำคัญตัวหนึ่งคือ (1)(E)-4(3’,4’-dimethylphenyl) but-3-ene ซึ่งจากการทดลองกับหนูทดลองพบว่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเป็นสองเท่าของยา  diclofenac เลยทีเดียว เพราะไพลจะออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase และ lipoxygenase นั่นเอง
นอกจากนี้ หากนำมาบริโภค เหง้าไพลยังเป็นยารักษาหอบหืด แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน  แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเดิน ช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการท้องผูก ลำไส้อักเสบ และยังช่วยขับประจำเดือนสำหรับสตรีอีกด้วย
 
ข้อควรระวังในการใช้ไพลเป็นสมุนไพร
หากรับประทานไพลในปริมาณมาก หรือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป อาจส่งผลต่อตับได้ การทานไพลเพื่อรักษาโรคหอบหืด ยังต้องได้รับการควบคุม หรือแนะนำจากแพทย์ นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับสตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่กำลังให้นมบุตร รวมไปถึงการใช้ไพลเพื่อรักษาแผล ระวังอย่าใช้ในบริเวณใกล้ดวงตา หรือเนื้อเยื่ออ่อน
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

น้ำตาล VS เกลือ อันไหนทำร้ายร่างกายมากกว่ากัน?


เมื่อพูดถึงเรื่องของน้ำตาล และเกลือ นั้นเราได้ยินกันมากว่า ถ้ารับประทานในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่แน่นอนว่าทั้งน้ำตาล และเกลือ ต่างก็มีความสำคัญต่อร่างกายของเรา สมอง ต้องการน้ำตาลเพื่อเพิ่มพลังงาน กล้ามเนื้อ ต้องการเกลือเพื่อความสมดุล เป็นต้น

Niket Sonpal ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Touro College ในนิวยอร์ค กล่าวว่า การรับประทานน้ำตาล และเกลือ ที่มากจนเกินไปนั้น จะส่งกระทบต่อสุขภาพของเรามากมาย ลองมาดูผลกระทบของร่างกายจากน้ำตาลกันก่อนดีกว่า

น้ำตาล
ถ้าเราลองดูอาหารธรรมชาติ อย่าง นม และน้ำผลไม้ 100% อาหารพวกนี้ มีน้ำตาลจากธรรมชาติ และมีพลังงานอยู่จำนวนหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็มีคุณค่าอาหารอื่นๆ ด้วย เช่น วิตามิน เกลือแร่ โปรตีนในนม และโพลีฟีนอล ส่วนเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลอย่างเช่นน้ำอัดลม ชาผสมน้ำตาล พวกนี้ จะมีน้ำตาลเป็นหลัก ในขณะที่มีคุณค่าอาหารอื่นอยู่น้อย พวกขนมของขบเคี้ยวอื่น ๆ ก็เช่นกัน อาหารพวกนี้ ไม่มีกากใยอาหาร โปรตีน วิตามิน หรือแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากนัก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกอะไรที่คนที่รับประทานของพวกนี้เข้าไปมากๆ จะกลายเป็นโรคอ้วน และขาดสารอาหารที่จำเป็น
Kaleigh McMordie ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากเท็กซัส กล่าวว่า น้ำตาลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว น้ำเชื่อม หรือน้ำตาลแดง ต่างก็ให้ผลต่อร่างกายไม่แตกต่างกัน นั้นคือ มันจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นเหตุให้มีการผลิตอินซูลิน ร่างกายของเราจะปล่อยอินซูลิน เพื่อที่ขับน้ำตาลออกจากเลือดไปยังเซลล์ เพื่อใช้ในการให้พลังงาน

กระบวนการดังกล่าวนี้ ก็เป็นกระบวนการทั่วๆ ไปของร่างกาย แต่ถ้าหากเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไปเมื่อไหร่ กระบวนการเก็บสะสมไขมันก็จะทำงานมากขึ้น ยิ่งร่างกายสร้างอินซูลินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสะสมไขมันมากขึ้น นานวันเข้า ก็พัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน โรคไต รวมทั้งโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันด้วย
การที่ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลสกัด จะทำให้ระบบการย่อยดูดซึมอาหารของเราเปลี่ยนไป การอักเสบเกิดขึ้นได้ง่าย และนำไปสู่โรคร้ายหลายอย่าง Rachel Head นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน บอกว่า มีการศึกษาพบความเกี่ยวพันของการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป กับการมีระดับไขมันเลือดผิดปกติ ความดันสูง โรคตับ โรคทางเดินอาหาร และโรคหัวใจ
เกลือ
มาดูผลเสียจากการบริโภคเกลือมากเกินไปกันบ้าง แน่นอนว่า ร่างกายของเราต้องการเกลือ เพื่อการทำงานที่สมดุลของเซลล์ในร่างกาย แต่เกลือที่มากเกินไป ก็ส่งผลต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน Kaleigh McMordie กล่าวว่า สำหรับคนที่มีสุขภาพดี การได้รับเกลือในปริมาณปานกลาง ถึงมากไปบ้าง ร่างกายของเราก็จัดการได้ แต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างแน่นอน มีคำแนะนำว่า เราควรบริโภคเกลือให้น้อยกว่าวันละ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ จะบริโภคกันประมาณ 3,400 มิลลิกรัม ต่อวัน
เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า โซเดียม ทำให้เกิดภาวะความดันสูง การที่เราไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้นั้น นำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย รวมทั้งโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และโรคไต Kaleigh McMordie กล่าวอีกว่า ร่างกายของคนบางคนก็มีความไวต่อเกลือมาก ยิ่งถ้าหากใครที่มีภาวะความดันสูง ก็ยิ่งต้องระวัง อาหารที่เรารับประทานตามร้านอาหารนั้น มีเกลือมาก นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยไขมัน และพลังงานสูง ดังนั้นหากสุขภาพของเราไม่แข็งแรง มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน




อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า หากเรารับประทานน้ำตาล และเกลือในปริมาณปกติ ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป ก็จะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้ามากเกินไป ต่อเนื่องยาวนาน จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการจะบริโภคทั้งน้ำตาล และเกลือ เราต้องเช็คปริมาณที่เราทานในแต่ละวัน แต่ละมื้อ และให้ความสำคัญกับอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง เช่นธัญพืชไม่ขัดสี นม และผลไม้สดด้วย
 ที่มา:sanook

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

นักปั่นมีเฮ! ผลวิจัยอังกฤษ ชี้ "การปั่นจักรยาน" ช่วยชะลอวัยได้


เเมื่อผลวิจัยชิ้นล่าสุด จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เผยบทความการแพทย์ Aging Cell ซึ่งพบความพิเศษทางร่ายกายของผู้ที่รักการปั่นจักรยาน
ทีมวิจัยได้ตรวจสอบสภาพร่างกายของผู้ที่ปั่นจักรยานเพื่อการออกกำลังกาย 125 คน ที่มีอายุระหว่าง 55-79 ปี ให้นักปั่นจักรยานชาย ปั่นจักรยานเป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร ในเวลา 6 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนผู้หญิงให้ปั่นจักรยาน 60 กิโลเมตร ในเวลา 5 ชั่วโมงครึ่ง และมาเปรียบเทียบกับคนวัยผู้ใหญ่ อายุ 57-80 ปี และวัยหนุ่มสาว อายุตั้งแต่ 20-36 ปี ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ปรากฏว่า ผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ จะรักษาสภาพกล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของร่ายกายไว้ได้มากกว่า รวมทั้งมีระดับไขมัน และคอเลสเตอรอลคงที่สม่ำเสมอ
และพิเศษกว่านั้น คือ นักปั่นที่สูงอายุจะมีระบบภูมิคุ้มกันเหมือนคนหนุ่มสาวได้ ซึ่งทำลายความเชื่อเดิมที่ว่า เมื่อเราแก่ตัวลง ร่างกายก็จะร่วงโรยตามวัย
ศาสตราจารย์ เจเน็ต ลอร์ด ผู้อำนวยการสถาบันที่เชี่ยวชาญด้านภาวะอักเสบ และการเสื่อมสภาวะของร่างกาย จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ชี้ว่า ผู้สูงอายุที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ มีปริมาณ T-Cell หรือ เซลล์ภูมิคุ้มกันโรค ที่ผลิตจากต่อมไทมัส เทียบเท่ากับคนหนุ่มสาว ทั้งที่ต่อมไทมัสจะเริ่มหดตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น และจะเริ่มตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป

มีการวิจัยมากมายที่ชูคุณประโยชน์ของการปั่นจักรยาน หนึ่งในการออกกำลังกาย ที่ถือเป็นยาวิเศษของมนุษย์มายาวนาน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนมักจะนั่งอยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่
บทความการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน พบว่า ผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำวัน จะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้มากกว่าร้อยละ 40 และลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้ราวร้อยละ 45
การปั่นจักรยาน ยังส่งผลดีต่อสังคมในวงกว้าง จากรายงานขององค์กรการกุศล Sustrans ประเมินว่า หากชาวอังกฤษหันมาเดินและปั่นจักรยานตามนโยบายของรัฐบาลได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณรัฐได้ถึง 9,300 ล้านปอนด์ หรือราว 4 แสนล้านบาท และลดอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศได้ถึง 13,000 คน ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า
ที่มา:sanook