แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคเบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคเบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2564

5 ผลไม้สำหรับผู้ป่วย "เบาหวานชนิดที่ 2" อร่อยได้แม้น้ำตาลต่ำ

 การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องให้ความใส่ใจ เพราะหากไม่ระมัดระวังอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยส่วนใหญ่ แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เน้นผักและผลไม้ แต่ ผลไม้ ทุกชนิดไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จะพาทุกคนมาดู ผลไม้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กัน

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2564

"ขมิ้น" ป้องกัน "เบาหวาน" ได้จริงหรือไม่?

 โรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีความผิดปกติในการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้กลายเป็นพลังงาน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หากไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ให้ดี อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน จนส่งผลต่อหลอดเลือดและเส้นประสาท จะชวนไปรู้จักกับขมิ้น สมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ทั้งบรรเทาอาการปวด และ ขมิ้นป้องกันเบาหวานได้อีกด้วย จริงเท็จแค่ไหนไปอ่านกัน

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

"มะระขี้นก" ลดเสี่ยง "เบาหวาน"

 



แพทย์แผนไทยเผยผลวิจัยมะระขี้นก มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สามารถนำมารับประทานได้ มีความปลอดภัยสูง พร้อมแนะผักพื้นบ้านอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ช่วยต้านเบาหวาน

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562

แบบประเมินความเสี่ยง “โรคเบาหวาน” เช็กก่อนหาหมอ

โรคเบาหวาน ไม่ใช่แค่เพียงโรคที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานน้ำตาล หรืออาหาร และเครื่องดื่มรสหวานมาก ๆ เท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วสาเหตุอื่นที่สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานยังมีอีกมาก เช่น กรรมพันธุ์ และวิถีชีวิตต่าง ๆ ดังนั้น ขอนำข้อมูลจาก ผศ. นพ. พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ทุกคนได้ลองทำแบบประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวานกันดูก่อนให้แพทย์เจาะเลือดตรวจให้แน่ใจอีกครั้ง

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562

“โซเดียม” ยาพิษในทุกจานโปรด กับ 8 วิธีลดความเค็มก่อนไตพัง

รู้หรือไม่ว่า อาหารจานโปรดที่หลายคนชื่นชอบ ทานกันเป็นประจำทุกวัน มันมีปริมาณโซเดียมที่สูงเท่าไหร่ มีผลร้ายต่อสุขภาพแค่ไหน วันนี้ GedGoodLife ขอแนะนำ "8 วิธีลดความเค็ม" ใครรู้ตัวว่ากินเค็มเก่ง ต้องอ่าน และปรับนิสัยการทานอาหารสะแล้ว ไม่งั้น ไตอาจพังได้นะ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562

กิน “อาหารฝรั่ง” อย่างไรไม่ให้ “อ้วน”?

อาหารแต่ละชาติมีเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างกัน หลายคนคิดว่าอาหารญี่ปุ่นสิที่อร่อย และยังดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง แต่ถ้าตุณเป็นแฟนอาหารญี่ปุ่นจริงจะทราบว่าราเมงต้นตำรับมีรสค่อนข้างเค็ม ผักดองเครื่องเคียงต่างๆ ก็เค็ม รวมไปถึงเนื้อย่างยากินิขุต่างๆ ที่ยั่วน้ำลายของเราสุดๆ แต่ก็แลกมากับพลังงานที่สูงปรี๊ดด้วยเช่นกัน อาหารไทยเองถึงจะมีผักมาก แต่เหล่าแกงกะทิ และอาหารไขมันสูงอย่าง ข้ามมันไก่ ข้าวขาหมู ก็ทำเราอ้วนได้ง่ายๆ

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

7 เคล็ดลับกินอย่างไร คุม “เบาหวาน” ได้อยู่หมัด

แม้ว่าโรคเบาหวานจะเป็นโรคประจำที่ไม่สามารถจะรักษาให้หายขาด 100% ได้ แต่ก็สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระดับปกติได้ไม่ยาก หากเลือกทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักให้คงที่ และทานยาตามแพทย์สั่ง จะทำให้อาการของโรคเบาหวานไม่รบกวนการใช้ชีวิตในประจำวันมากนัก จนทำให้มีคุณภาพชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติได้มากที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

"สารต้านอนุมูลอิสระ" คืออะไร? ดีต่อสุขภาพอย่างไร?


เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พากันพูดถึงเรื่อง “สารต้านอนุมูลอิสระ” หรือแอนติออกซิเดนต์ ตลอดเลยใช่ไหมล่ะ ว่าเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เขาว่าดีอย่างโน่นอย่างนี้ แล้วมีประโยชน์เยอะมาก แต่แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ งั้นลองมาทำความรู้จักกับเจ้าตัวนี้ และผู้บริโภคได้ประโยชน์จากสารตัวนี้อย่างไรดีกว่าค่ะ

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

4 โรคร้ายรักษาได้ด้วย “มะเขือพวง”


มะเขือพวงอยู่คู่กับคนไทยเรามานาน ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น แกงเนื้อ แกงเขียวหวาน แกงป่าหรือจะเอาไปทำน้ำพริกก็ไม่เลวนะ ไม่ว่าจะเป็น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกแมงดา น้ำพริกกุ้งสด แค่พูดขึ้นมาก็น้ำลายสอกันแล้วล่ะสิ นอกจากความอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณสามารถต้านโรคต่างๆ ได้ด้วยนะ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอะไรตามมาเลย

1. โรคเบาหวาน

มีการศึกษาวิจัยพบว่า เครื่องดื่มน้ำมะเขือพวงสามารถลดระดับอนุมูลอิสระในเลือดของหนูที่เป็นโรคเบาหวานได้ ทำให้ไขมันไม่ดี และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง  ดังนั้นการให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทานมะเขือพวงระหว่างการรักษาจะช่วยได้มากเลยทีเดียว

2. โรคความดันโลหิตสูงและปัญหาเกล็ดเลือด

งานวิจัยในแคเมอรูนพบว่า เมื่อนำมะเขือพวงสกัดผสมแอลกอฮอล์มาทดลองกับหนู ปรากฎว่าอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตลดลง พร้อมทั้งยังสามารถหยุดการรวมตัวของเกล็ดเลือดด้วย ดังนั้งจึงช่วยให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและปัญหาเกล็ดเลือดมีอาการที่ดีขึ้นได้

 

3. อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ในปีพ.ศ. 2551 มีงานวิจัยนำมะเขือ 11 ชนิดในประเทศไทยมาสกัดหาสารต้านอนุมูลอิสระ ผลปรากฎว่า มะเขือพวงมีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดในบรรดามะเขือทุกชนิด

4. แผลในกระเพาะอาหาร

ในปี 2551 กลุ่มวิจัยในประเทศแคเมอรูนพบว่า มะเขือพวงสามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เพราะในมะเขือพวงมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และไทรเทอร์พีน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารจากแอลกอฮอล์หรือความเครียดได้

สมุนไพรของไทยเรานี่ มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้นแถมยังราคาถูก สรรพคุณก็เหลือล้นเลยทีเดียว น่าเสียดายแย่ ถ้าจะเขี่ยเจ้ามะเขือพวงอันจิ๋วนี้ออก ใครที่ไม่เคยกินหรือไม่ชอบ หันมาลองกินดูสักนิด จิ้มกับน้ำพริกกะปินี่ แซ่บอย่าบอกใครเชียว
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

น้ำตาล VS เกลือ อันไหนทำร้ายร่างกายมากกว่ากัน?


เมื่อพูดถึงเรื่องของน้ำตาล และเกลือ นั้นเราได้ยินกันมากว่า ถ้ารับประทานในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่แน่นอนว่าทั้งน้ำตาล และเกลือ ต่างก็มีความสำคัญต่อร่างกายของเรา สมอง ต้องการน้ำตาลเพื่อเพิ่มพลังงาน กล้ามเนื้อ ต้องการเกลือเพื่อความสมดุล เป็นต้น

Niket Sonpal ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Touro College ในนิวยอร์ค กล่าวว่า การรับประทานน้ำตาล และเกลือ ที่มากจนเกินไปนั้น จะส่งกระทบต่อสุขภาพของเรามากมาย ลองมาดูผลกระทบของร่างกายจากน้ำตาลกันก่อนดีกว่า

น้ำตาล
ถ้าเราลองดูอาหารธรรมชาติ อย่าง นม และน้ำผลไม้ 100% อาหารพวกนี้ มีน้ำตาลจากธรรมชาติ และมีพลังงานอยู่จำนวนหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็มีคุณค่าอาหารอื่นๆ ด้วย เช่น วิตามิน เกลือแร่ โปรตีนในนม และโพลีฟีนอล ส่วนเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลอย่างเช่นน้ำอัดลม ชาผสมน้ำตาล พวกนี้ จะมีน้ำตาลเป็นหลัก ในขณะที่มีคุณค่าอาหารอื่นอยู่น้อย พวกขนมของขบเคี้ยวอื่น ๆ ก็เช่นกัน อาหารพวกนี้ ไม่มีกากใยอาหาร โปรตีน วิตามิน หรือแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากนัก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกอะไรที่คนที่รับประทานของพวกนี้เข้าไปมากๆ จะกลายเป็นโรคอ้วน และขาดสารอาหารที่จำเป็น
Kaleigh McMordie ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากเท็กซัส กล่าวว่า น้ำตาลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว น้ำเชื่อม หรือน้ำตาลแดง ต่างก็ให้ผลต่อร่างกายไม่แตกต่างกัน นั้นคือ มันจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นเหตุให้มีการผลิตอินซูลิน ร่างกายของเราจะปล่อยอินซูลิน เพื่อที่ขับน้ำตาลออกจากเลือดไปยังเซลล์ เพื่อใช้ในการให้พลังงาน

กระบวนการดังกล่าวนี้ ก็เป็นกระบวนการทั่วๆ ไปของร่างกาย แต่ถ้าหากเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไปเมื่อไหร่ กระบวนการเก็บสะสมไขมันก็จะทำงานมากขึ้น ยิ่งร่างกายสร้างอินซูลินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสะสมไขมันมากขึ้น นานวันเข้า ก็พัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน โรคไต รวมทั้งโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันด้วย
การที่ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลสกัด จะทำให้ระบบการย่อยดูดซึมอาหารของเราเปลี่ยนไป การอักเสบเกิดขึ้นได้ง่าย และนำไปสู่โรคร้ายหลายอย่าง Rachel Head นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน บอกว่า มีการศึกษาพบความเกี่ยวพันของการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป กับการมีระดับไขมันเลือดผิดปกติ ความดันสูง โรคตับ โรคทางเดินอาหาร และโรคหัวใจ
เกลือ
มาดูผลเสียจากการบริโภคเกลือมากเกินไปกันบ้าง แน่นอนว่า ร่างกายของเราต้องการเกลือ เพื่อการทำงานที่สมดุลของเซลล์ในร่างกาย แต่เกลือที่มากเกินไป ก็ส่งผลต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน Kaleigh McMordie กล่าวว่า สำหรับคนที่มีสุขภาพดี การได้รับเกลือในปริมาณปานกลาง ถึงมากไปบ้าง ร่างกายของเราก็จัดการได้ แต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างแน่นอน มีคำแนะนำว่า เราควรบริโภคเกลือให้น้อยกว่าวันละ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ จะบริโภคกันประมาณ 3,400 มิลลิกรัม ต่อวัน
เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า โซเดียม ทำให้เกิดภาวะความดันสูง การที่เราไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้นั้น นำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย รวมทั้งโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และโรคไต Kaleigh McMordie กล่าวอีกว่า ร่างกายของคนบางคนก็มีความไวต่อเกลือมาก ยิ่งถ้าหากใครที่มีภาวะความดันสูง ก็ยิ่งต้องระวัง อาหารที่เรารับประทานตามร้านอาหารนั้น มีเกลือมาก นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยไขมัน และพลังงานสูง ดังนั้นหากสุขภาพของเราไม่แข็งแรง มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน




อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า หากเรารับประทานน้ำตาล และเกลือในปริมาณปกติ ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป ก็จะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้ามากเกินไป ต่อเนื่องยาวนาน จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการจะบริโภคทั้งน้ำตาล และเกลือ เราต้องเช็คปริมาณที่เราทานในแต่ละวัน แต่ละมื้อ และให้ความสำคัญกับอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง เช่นธัญพืชไม่ขัดสี นม และผลไม้สดด้วย
 ที่มา:sanook

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

หมูกรอบกินบ่อย เสี่ยงมาก กว่า 10 โรค

          "หมูกรอบ" ทำมาจากหมูสามชั้น นำมาหมักกับเครื่องปรุงที่ใช้เกลือปรุงรส หรือซีอิ๊วต่างๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันท่วมๆ จนกรอบ แต่รู้หรือไม่ว่า หากเราบริโภคอาหารประเภทนี้เป็นประจำแล้วละก็ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ 

          หมูกรอบเสี่ยงโรคอะไรบ้าง?
          1. โรคอ้วน และอ้วนลงพุง เพราะหมูกรอบทำมาจากหมูสามชั้นที่มีไขมันอิ่มตัวสูงรวมไปถึงการทอดด้วยน้ำมัน และน้ำมันเป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานสูงเช่นกัน ซึ่งหมูกรอบเปล่าๆ 100 กรัมให้พลังงานถึง 385-420 แคลอรี และมีไขมันถึง 30 กรัม โดยหากเป็นข้าวหมูกรอบพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น เป็น 550-600 กิโลแคลอรี ดังนั้น เมื่อบริโภคน้ำมันเข้าไปก็จะทำให้มีโอกาสได้รับพลังงานเกิน หากรับประทานบ่อยๆ ทำให้เกิดโรคนี้ตามมาได้

          2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ  หากผู้ที่มีภาวะอ้วน หัวใจจะทำงานหนักมากกว่าคนปกติ เพราะหัวใจจะต้องบีบตัวให้แรงขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงให้เพียงพอทั่วร่างกายในระยะยาว จึงก่อให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติได้

          3. โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน เนื่องจากน้ำมันที่ใช้ทอดหมูกรอบโดยส่วนมากแล้วจะใช้ไขมันที่มาจากน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันหมู อาจมีการใช้น้ำมันพืชบ้าง เช่นน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งน้ำมันปาล์มกับน้ำมันหมูจะมีไขมันอิ่มตัวสูง ข้อดีของน้ำมันในกลุ่มนี้คือสามารถทนต่อความร้อนได้ดีกว่าเพราะมีจุดหลอมเหลวที่สูงกว่า แต่ไขมันชนิดนี้ไม่ดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวใจ ไขมันอิ่มตัวจะไปเพิ่มระดับของแอลดีแอลคอเลสเตอรอล หากมีคอเลสเตอรอลตัวนี้อยู่ในร่างกายมากจะทำให้เสี่ยงต่อโรคนี้ได้

          4. โรคมะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เพราะการที่น้ำมันผ่านความร้อนสูงโครงสร้างของน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อผู้ขายใช้น้ำมันสำหรับทอดซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้เกิดสารพิษขึ้นในน้ำมัน เช่น สารอะคริลาไมด์ที่มักพบในอาหารที่ทอด ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเมื่อร่างกายได้รับสารอะคริลาไมด์สะสมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด

          5. โรคระบบทางเดินหายใจ และ โรคมะเร็งปอด ไอของน้ำมันที่ยิ่งทอดซ้ำ ยิ่งมีสารพิษโพลีไซคลิก อะโรมาติก โฮโดรคาร์บอนด์ (PAHs) ซึ่งเป็นสารประเภทเดียวกันกับที่พบในควันจากรถยนต์ ไฟจากการหุงต้ม หรือควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อทอดอาหารจนน้ำมันร้อน ที่จุดหนึ่งไอน้ำมันจะระเหยอยู่ในอากาศ เมื่อสูดเข้าไปในร่างกายแล้วก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคของระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอดได้

          6.โรคไต เพราะความเค็มที่ได้มาจากการหมักหมู ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เสนอว่าปริมาณสารอาหารที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันโดยที่เกลือไม่ควรเกิน 5 กรัม/วัน เท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา (หรือเทียบได้กับปริมาณโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัม/วัน) ข้าวหมูกรอบ 1 จานจะมีโซเดียมอยู่ที่ 700-1,000 มิลลิกรัม

          7. โรคเบาหวาน เพราะผู้ที่เป็นโรคอ้วนยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ และการรับประทานโซเดียมเยอะก็ยังเสี่ยงต่อโรคนี้ด้วย

          8. โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากในหมูกรอบมีโซเดียมสูงอาจนำมาซึ่งโรคดังกล่าวได้เช่นกัน อีกทั้งการทอดในน้ำมันซ้ำๆ จะทำให้เกิดสารพิษขึ้นในน้ำมัน เช่น สารโพลาร์ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงนั่นเอง

          ทั้งนี้ แล้วนั้นไม่ใช่ว่าจะต้องเลิกรับประทานหมูกรอบไปตลอดชีวิต แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม 1 สัปดาห์ควรไม่เกิน 1-2 ครั้ง และเลือกรับประทานกับอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักสด ผักต้ม แทนการกินหมูกรอบกับอาหารทอดอย่างอื่นหรือผัดน้ำมัน 

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สุดเวทนา!หนุ่มใหญ่ขาขาดลูกเมียทิ้งเก็บขยะขาย อีกรายยายตาบอดอยู่กับลูก-หลานในบ้านใกล้พัง

 เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 9 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากศูนย์บรรเทาทุกข์ศิษย์วัดจันทร์ว่า มีชาวบ้านหมู่ที่ 12 ต.บ้านโตก 2 รายได้รับความเดือดร้อน โดยรายแรกถูกตัดขาทิ้ง 1 ข้าง ถูกลูกเมียทิ้งเลี้ยงชีพโดยเก็บขยะขาย ต้องอาศัยทำเพิงซุกหัวนอนในที่ของคนอื่น ส่วนอีกรายเป็นหญิงชราตาบอดมากว่า 20 ปี อาศัยอยู่ภายในบ้านที่ทรุดโทรมใกล้พัง วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ จึงเดินทางไปตรวจสอบ รายแรกพบนายองค์อาจ เกตุศรีสังข์ อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ตามบัตรประชาชน 30 หมู่ 12 ต.บ้านโตก อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ สภาพร่างกายพิการขาขวาขาดลงมาใต้เข่าเล็กน้อย เนื่องจากป่วยเป็นโรคเบาหวาน ส่วนข้างซ้ายก็มีแผลที่เกิดจากเบาหวานต้องใช้ผ้าพันไว้เช่นเดียวกัน อาศัยอยู่ในเพิ่งที่มุงด้วยสังกะสีเก่าๆ พื้นและฝาทำจากฟากไม้ไผ่ นายองค์อาจ เกตุศรีสังข์ กล่าวว่า เมื่อก่อนตนมีอาชีพรับจ้างก่อสร้าง มีภรรยา และลูกชาย 1 คน ต่อมาได้ล้มป่วยเป็นโรคเบาหวาน จึงไม่สามารถทำงานได้ยังต้องถูกตัดขาขวาไปอีก 1 ข้าง ส่วนข้างซ้ายก็เป็นแผลเรื้อรังต้องไปให้หมอที่อนามัยล้างเป็นประจำ จึงทำงานอื่นไม่ได้เลย ซ้ำร้ายภรรยายังหนีแยกทางไป ส่วนลูกชายตอนนี้อายุ 20 ปี ก็หนีตนเองไปอยู่ที่อื่นอีก ตนจึงต้องมาขออาศัยคนที่รู้จักที่ใจบุญ ปลูกเพิงอาศัยเป็นที่ซุกหัวนอน ส่วนห้องน้ำเจ้าของบ้านสร้างให้ตามอัตภาพ โดยใช้ผ้าใบเป็นฝากั้นไม่ให้ใครมองเห็น
“ถึงแม้ร่างกายจะไม่อำนวยและไม่มีใครดูแลง ก็ไม่ท้อขี่รถจักรยานยนต์ออกหาเก็บขยะนำมารวบรวมไว้ 3-4 วัน ก็นำไปขายได้ครั้งละ 100-200 บาท พอเป็นค่าใช้จ่ายซื้ออาหารประทังชีวิตไปวันๆ แต่ถ้าหากถูกตัดขาอีกข้าง ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะถูกตัดอย่างแน่นอน เมื่อนั้นคงจะลำบากมากกว่านี้” นายองค์อาจ กล่าว
รายที่สองที่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 12 ต.บ้านโตกพบน.ส.โตบัว อายุ 61 ปี อาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียวยกสูง มุงหลังคาสังกะสี ฝา และพื้นบ้านทำจากฟากไม้ไผ่ ลักษณะบ้านเอนไปด้านหลัง ต้องใช้ไม้ค้ำยันไว้
น.ส.โตบัว กล่าวว่า เดิมตนเป็นชาวจังหวัดกำแพงเพชร ย้ายมาอยู่กับสามีที่บ้านหลังดังกล่าว ต่อมาสามีเสียชีวิต ตนก็ยังอาศัยอยู่ที่เพชรบูรณ์มีลูกด้วยกัน 2 คน แยกไปมีครอบครัวแล้ว 1 คน ส่วนอีกคนเป็นลูกสาว มีครอบครัวและมีลูก 3 คน แต่ก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน โดยมีอาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ไม่แน่นอน สำหรับบ้านที่อาศัยหลังนี้ปลูกอยู่ในที่ดินของน้องชายสามี ซึ่งให้อยู่อาศัยโดยไม่คิดค่าเช่า แต่ขณะนี้บ้านทรุดโทรมเป็นอย่างมาก โดยบ้านเอนไปด้านหลังต้องใช้ไม้ค้ำยัน เพราะเกรงว่าจะพังลงมา เมื่อเร็วๆ นี้มีพายุฝนทั้งลมพัดแรงฝนตกหนักบ้านโอนเอนลูกๆ หลาน ๆพากันกระโดดหนีลงจากบ้าน เพราะเกรงว่าบ้านจะพัง ส่วนห้องน้ำก็ต้องเดินไปใช้กับญาติ ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 40 เมตร หากฝนตกได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
ด้านพระอาจารย์อ๊อด เจ้าอาวาสวัดจันทร์นิมิต ต.บ้านโตก ในฐานะประธานศูนย์บรรเทาทุกข์ศิษย์วัดจันทร์ กล่าวว่า จากการพิจารณาการช่วยเหลือในกรณีนายองค์อาจ เกตุศรีสังข์ ในเบื้องต้นจะได้ซ่อมแซมบ้านให้สามารถป้องกันแดดฝนได้ รวมทั้งซ่อมแซมอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ อีกทั้งดูแลในการเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ และหากผู้ยากไร้รายนี้ต้องการความช่วยเหลือสิ่งใดเพิ่มเติมก็จะพิจารณาช่วยเหลือต่อไป
ส่วนกรณีของน.ส.โตบัว คงจะต้องรื้อและสร้างบ้านให้ใหม่เนื่องจากบ้านใกล้จะพังแล้ว อีกทั้งอยู่กันอย่างแออัดถึง 6 ชีวิต รวมทั้งยังจะได้สร้างห้องน้ำให้อยู่ใกล้ๆ บ้านเพื่อความสะดวกของผู้ยากไร้รายนี้ ซึ่งเจ้าของที่ดินก็อนุญาตให้สร้างได้ ดังนั้น จึงบอกบุญมายังผู้ใจบุญที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั้งสองรายหรือรายอื่นๆ ที่ขอความช่วยเหลือมายังศูนย์ฯทั้งสิ่งของเครื่องใช้หรือปัจจัยสามารถเดินทางมาบริจาคได้ที่วัดจันทร์นิมิต ต.บ้านโตก อ.เมืองเพชรบูรณ์ หรือจะโอนเงินเพื่อสมทบทุนในการช่วยเหลือสามารถโอนผ่านบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพฯ สาขาเทสโก้ โลตัส ท็อปแลนด์เพชรบูรณ์ “วัดจันทร์นิมิต” เลขที่บัญชี 706-0-13692-1 หรือจะสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 081-0386841
ที่มา>>>ข่าวสด