แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอเลสเตอรอล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอเลสเตอรอล แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

5 ประโยชน์ดีๆ จาก "ไข่ขาว" นอกจากสร้างกล้ามเนื้อ


คนรักสุขภาพทั้งหลายคงพยายามทานไข่ขาวให้มากกว่าไข่แดง เพราะคิดว่าไข่แดงมีคอเลสเตอรอลเยอะ  โดยเฉพาะคุณผู้ชาย คุณผู้หญิงบางท่านที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างกล้ามเนื้อแน่นๆ อยากได้ซิกแพ็คเป็นลอนๆ สวยงาม ไข่ขาวจึงเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีที่จะช่วยให้คุณได้มีกล้ามสวยๆ ดั่งฝัน แต่จริงๆ แล้วไข่ข่าวมีดีกว่านั้นเยอะนะจะบอกให้

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

5 ประโยชน์จากน้ำมันมะกอกที่คุณอาจไม่เคยรู้


แม้ว่าชาวไทยจะคุ้นชินกับการบริโภคน้ำมันพืช น้ำมันหมูมากกว่า ด้วยราคาที่ย่อมเยา และยังปรุงอาหารได้หลากหลายตามตำรับตำราอาหารไทย แต่หากคุณคือหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น คงจะรู้จัก และเริ่มรับประทานน้ำมันมะกอกกันมาได้สักพักแล้ว เพราะน้ำมันมะกอกอุดมไปด้วยไขมันที่ดีต่อร่างกาย หากทานในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยลดการสะสมของคอเลสเตอรอลในร่างกาย และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
นอกจากนี้ “น้ำมันมะกอก” ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ใช่เพียงการบริโภคธรรมดาๆ แถมยังมีประโยชน์ไปตั้งแต่ผู้ใหญ่ ไปจนถึงเด็กเล็กในครอบครัวอีกด้วย

  1. ใช้ประกอบอาหาร

น้ำมันมะกอกนั้นให้ประโยชน์เป็นอย่างมากต่อร่างกายและสุขภาพ ทั้งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคหัวใจ และเบาหวาน ซึ่งน้ำมันมะกอกยังสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารให้แก่เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปได้ด้วย
น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น ประกอบด้วยโอเมก้า 3 และ 6 ในปริมาณใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่ม ซึ่งช่วยในเรื่องของพัฒนาการสมองของเด็กได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น ยังมีวิตามิน D ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกอีกด้วย
คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหารให้แก่ลูกๆ ได้ เมื่อน้องๆ เริ่มรับประทานอาหารได้ หรืออาจเติมน้ำมันมะกอกในปริมาณเพียงช้อนชาลงไปในอาหาร เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ และเสริมสร้างพัฒนาการในระยะยาว
สำหรับผู้ใหญ่สามารถใช้น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นเป็นส่วนผสมในการทำน้ำสลัด ซอสต่างๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านความร้อน หรือหากอยากนำน้ำมันมะกอกมาทำอาหารที่ผ่านความร้อน เช่น ผัด หรือทอด ควรเลือกน้ำมันมะกอกให้ถูกชนิด

  1. บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น

น้ำมันมะกอกอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินอี เพียงใช้น้ำมันมะกอกทาบางๆ และนวดเบาๆ บนผิว จะช่วยให้มีผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้านเป็นสะเก็ด ดูผิวสุขภาพดี เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ทั้งยังระหว่างนวดยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และหลับสบายอีกด้วย นอกจากผู้ใหญ่แล้ว ผิวของเด็กก็สามารถใช้น้ำมันมะกอกนวดได้เช่นกัน นอกจากเด็กจะได้ผิวพรรณที่นุ่มนวลไม่แห้งแตกแล้ว ยังเป็นการกระชับความผูกพัน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้มากยิ่งขึ้น ที่ส่งผลดีต่อพัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ของเด็กอีกด้วย

  1. ขจัดรังแค

รังแคเกิดจากหนังศีรษะที่แห้งเป็นขุย ซึ่งความชุ่มชื้นจากน้ำมันมะกอกจะช่วยขจัดรังแคบนหนังศีรษะได้เป็นอย่างดี เพียงทาน้ำมันมะกอกบนหนังศีรษะ และเส้นผมให้ทั่วแบบบางๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยแชมพู และน้ำอุ่น จากนั้จึงค่อยๆ หวีผม เพื่อช่วยให้รังแคหลุดออกมา โดยน้ำมันมะกอกยังช่วยบำรุงเส้นผมเงางาม ไม่แห้งเสีย และแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

  1. แก้อาการท้องผูก

น้ำมันมะกอกสามารถช่วยลดอาการท้องผูกได้ ทั้งจากการรับประทานตามปกติสำหรับผู้ใหญ่ และลูบไล้บริเวณท้องสำหรับเด็ก โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถนำมาประกอบอาหารเพื่อช่วยเป็นยาระบายอาการท้องผูกให้แก่เด็กได้ หรืออีกหนึ่งวิธี คือ การน้ำมันมะกอกอุ่นๆ มาลูบไล้เบาๆ เป็นเข็มนาฬิกาบริเวณหน้าท้องของลูกๆ

  1. ลดอาการไอ

น้ำมันมะกอกช่วยบรรเทาอาการไอได้เป็นอย่างดี เพียงผสมน้ำมันมะกอกประมาณ 3-4 ช้อนชา เข้ากับโรสแมรี่ ยูคาลิปตัส และน้ำมันสะระแหน่ ประมาณ 2-3 หยด แล้วลูบไล้บริเวณหน้าอก และหลังก่อนเข้านอน เพียงเท่านี้ก็สามารถบรรเทาอาการไอ และช่วยให้หลับสบายได้ง่ายขึ้น

น้ำมันมะกอกเพียงขวดเดียวสามารถให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพได้ทั้งครอบครัว อย่าลืมลองนำน้ำมันมะกอกไปใช้ในชีวิตประจำวันกัน โดยสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยประโยชน์จากภายใน ด้วยการนำน้ำมันมะกอกมาปรุงอาหารและประโยชน์อื่นๆ จากการใช้ภายนอก หากไม่มั่นใจในเรื่องใดควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการใช้
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

5 อาหารบำรุงเลือด ป้องกันเลือดจาง


ใครที่เป็นโลหิตจาง นอกจากจะไม่แข็งแรง เหนื่อยง่าย หน้ามืด วิงเวียนศีรษะง่ายแล้ว ยังบริจาคเลือดไม่ได้ด้วยนะ เพราะฉะนั้นเรามาบำรุงร่างกายของเราให้แข็งแรง ด้วยอาหารดีๆ ที่จะช่วยบำรุงเลือดของเราให้เข้มข้นขึ้น ป้องกันภาวะโลหิตจางกันดีกว่า 
5 อาหารบำรุงเลือด ป้องกันเลือดจาง
  1. เลือดสัตว์ ตับสัตว์ เนื้อสัตว์ต่างๆ
อาหารเหล่านี้จะมีธาตุเหล็กอยู่มาก ซึ่งเจ้าธาตุเหล็กนี่แหละที่จะช่วยบำรุงโลหิต และธาตุเหล็กที่มาจากสัตว์ ลำไส้จะดูดซึมไปใช้ได้มากกว่าธาตุเหล็กที่มาจากพืชอีกด้วย ดังนั้นทานเข้าไปเสียบ้างนะ (จากประสบการณ์ตรง เราเป็นคนที่ “เกือบ” จะอยู่ในภาวะโลหิตจางจนบริจาคเลือดไม่ได้ ระดับความเข้มข้นของเลือดคือคาบเส้นพอดี พี่หมอแนะนำให้ทานต้มเลือดหมูให้บ่อยขึ้นค่ะ)

  1. ผักใบเขียวเข้ม
อีกหนึ่งทางเลือกของคนที่ทานมังสวิรัติ แม้ว่าธาตุเหล็กที่ได้จากพืชจะไม่มากเท่าจากสัตว์ แต่ก็ควรทานก่อนที่จะอยู่ในภาวะขาดธาตุเหล็ก ผักที่แนะนำได้แก่ คะน้า บล็อกโคลี่ ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม
เคล็ดลับ เมื่อร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชไปใช้ได้น้อย เราจึงควรทานอาหารที่มีวิตามินซีสูงควบคู่ไปด้วย เพื่ออาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหาร และวิตามินซีช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ อาหารที่มีวิตามินซี สูง ส้ม มะละกอ ฝรั่ง มะนาว เป็นต้น
  1. ไข่
เป็นอีกหนึ่งอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง ส่วนใหญ่คือโปรตีน แต่ก็ยังมีปริมาณของธาตุเหล็กที่จะช่วยบำรุงโลหิตของเราให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะไข่แดงจะมีธาตุเหล็กสูงกว่าไข่ขาว

  1. ธัญพืชต่างๆ
ถั่วชนิดต่างๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ อัลมอนด์ รวมไปถึงข้าวโอ๊ต และจมูกข้าวสาลี ก็เป็นแหล่งอาหารที่นอกจากจะมีโปรตีนที่ดีต่อการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และบำรุงโลหิตอีกด้วย

  1. อาหารทะเล
อาหารทะเลอย่างปลา กุ้ง ปลาหมึก ปู อุดมไปด้วยโปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย รวมไปถึงธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงโลหิตอีกด้วย แต่อย่าทานมากเกินไป เพราะอาหารทะเลที่อร่อยสุดๆ มักมาพร้อมกับปริมาณแคลอรี่ และคอเลสเตอรอลที่มากตามไปด้วย

นอกจากอาหารแล้ว ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็นโลหิตจาง ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอด้วย จะได้ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู สร้างเม็ดเลือดแดงดีๆ ไว้บำรุงร่างกายให้แข็งแรงไปด้วยกัน คราวนี้ก็จะไม่เหนื่อย หน้ามืด หรือเป็นลมเป็นแล้งง่ายอีกแล้วล่ะค่ะ
ที่มา:sanook

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สมุนไพรลดไขมัน 5 สมุนไพรไทย ช่วยลดคอเลสเตอรอล


คอเลสเตอรอลเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ และอื่นๆ ดังนั้นการลดคอเลสเตอรอลจึงเป็นหนึ่งในหนทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายเหล่านี้ตั้งแต่ต้น
นอกจากจะต้องลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันเลวเป็นจำนวนมากแล้ว การรับประทานพืชสมุนไพรไทยดีๆ ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ควรลอง เพราะนอกจากสมุนไพรเหล่านี้จะให้กลิ่น และรสชาติที่ดีแล้ว ยังราคาถูก และหาซื้อทานได้ง่ายอีกด้วย
 

5 สมุนไพรช่วยลดไขมัน

  1. กระเทียม

กลิ่นฉุนๆ ของกระเทียม เมื่อทำมาประกอบอาหาร จะให้รสชาติที่จัดจ้านถึงใจ และเป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆ คน กระเทียมช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการทานสดๆ หรือนำไปประกอบอาหารกลีบโตๆ แต่ทานมากระวังจะมีกลิ่นปาก และกลิ่นตัวได้

  1. หอม

เคียงคู่มากับกระเทียม ก็คือ หอม ไม่ว่าจะเป็นหอมแดง หรือหอมหัวใหญ่ ต่างก็ช่วยลดคอเลสเตอรอล สลายไขมัน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นท้อง บรรเทาอาการหวัด ภูมิแพ้ หอบหืด และช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี

  1. กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดงช่วยเพิ่มระดับไขมันดี ลดไขมันเลวในเลือดให้ลดลง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ช่วยทำให้ชุ่มคอ และคลายร้อนได้ดี

  1. เสาวรส

เสาวรสช่วยลดไขมันในเลือด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แก้อาการนอนไม่หลับ รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอุดมไปด้วยวิตามินซี จึงช่วยป้องกันหวัดได้อีก

  1. ขิง

ขิงเป็นสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดร้อน ช่วยกระตุ้นการสลายของไขมัน และลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี สามารถทานสดๆ หรือนำไปต้มแล้วดื่มน้ำเอาก็ได้ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน และคลื่นไส้อาเจียนได้
ที่มา:sanook

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

กินผักผลไม้ 10 ชนิดต่อวัน ช่วยอายุยืน


รายงานในวารสารระบาดวิทยานานาชาติอ้างอิงผลวิจัยของ "ดร.ดาร์ฟินน์ แอนเน" นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกรุงลอนดอน เกี่ยวกับระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ในกลุ่มตัวอย่าง 95 รายที่ชอบรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ เผยว่า "พวกเขาจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยลง คิดเป็นจำนวนประมาณ 7.8 ล้านคนต่อปี หากกินผักและผลไม้มากกว่า 10 ชนิดต่อวัน" ซึ่งจากการวิจัยลักษณะของผักและผลไม้กว่า 10 ชนิด โดยเฉพาะที่ให้พลังงานจำนวน 800 กรัมต่อวัน พบว่าแอปเปิลลูกขนาดกลางจะให้พลังงาน 182 กรัม
ทั้งนี้นักวิจัยคาดว่า ต้องรับประทานผักและผลไม้ให้ได้ 10 ชนิดต่อวันจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ ร้อยละ 24, ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงร้อยละ 33, ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 28% ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลดลง 13% โดยรวมแล้วการบริโภคผักและผลไม้ จะลดความเสี่ยงทุกโรคที่กล่าวมา ลงได้ถึงร้อยละ 31 ถ้าเทียบกับการไม่กินผักและผลไม้อะไรเลย

สำหรับผลไม้และผักที่ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจหากบริโภคบ่อยๆ ได้แก่ แอปเปิล ส้ม และผักโขม ส่วน "ผักตระกูลกะหล่ำ" เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี พริกไทย และถั่วเขียว จะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
นักวิจัยระบุว่า ผักและผลไม้จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต เสริมสร้างหลอดเลือดให้แข็งแรง และสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ประกอบกับในผักและผลไม้มีกากใยและสารอาหารที่ซับซ้อนอยู่ภายใน หรืออธิบายได้ว่ากลุ่มอาหารดังกล่าวประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก จึงช่วยซ่อมแซม DNA ในร่างกายที่เสื่อมลง จากสิ่งแวดล้อมหรืออายุที่เพิ่มมากขึ้นให้กับมาแข็งแรงได้
ที่มา:sanook