วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

10 เมนูอาหารเย็นไทยๆ แคลอรี่ต่ำ ไม่เกิน 200 Kcal


การจะหาอาหารเย็นแคลอรี่ต่ำๆ ทานหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะขากลับบ้าน เดินผ่านตลาด ของกินข้างทาง มีแต่ไก่ทอด แกงกะทิ และอีกหลายเมนูที่อร่อยเข้มข้น แต่อ้วนสุดๆ เรามาดูกันดีกว่าว่าอาหารอร่อยง่ายสบายท้อง พร้อมแคลอรี่ต่ำสุดๆ มีอะไรน่าทานบ้าง

10 เมนูอาหารเย็นไทยๆ แคลอรี่ต่ำ ไม่เกิน 200 Kcal

1. ก๋วยเตี๋ยวหมูสับน้ำใส 200 กรัม 140 Kcal
เลือกน้ำใสๆ หมูสับแบบไม่ติดมัน หรือติดมันให้น้อยที่สุด ประโคมผักเยอะๆ ปรุงรสให้น้อยเข้าไว้ และเส้นให้น้อยกว่าผักครึ่งหนึ่ง หรือจะเกาเหลาก็โอเค ให้เต็มที่ไปเลย 200 กรัม ยังไม่ถึง 150 Kcal เลยคิดดู อย่าลืมบอกพี่คนขายว่าไม่ต้องราดกระเทียมเจียวด้วยนะ

 
2. แกงส้มผักรวมกับปลา 200 กรัม 100 Kcal + ข้าวกล้อง 80 Kcal = 180 Kcal
ใครที่คิดว่าก๋วยเตี๋ยวยังไม่อยู่ท้อง มาที่ข้าวกับแกงส้มได้เลย คุณพระ! แกงส้มผักรวมสุดแซ่บ กับปลาอร่อยๆ รวมกันยังไม่ถึง 200 Kcal รับรองว่าอิ่ม อร่อย รสชาติจัดจ้านแบบไทยแน่นอน แต่ถ้าจะให้ดี ทำแกงส้มด้วยตัวเองไปเลย จะควบคุมปริมาณเครื่องปรุงที่ใส่ลงไปในแกงได้ดีกว่านะ

 
3. แกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้ไข่หมูสับ 200 กรัม 110 Kcal + ข้าวกล้อง 80 Kcal = 190 Kcal
คนที่ไม่ทานเผ็ด มาเมนูอร่อยง่ายสบายท้องง่ายๆ กับแกงจืดเต้าหู้ไข่หมูสับได้เลย ยิ่งใส่สาหร่ายลงไปด้วยนิดนึงยิ่งอูมามิ แต่ถ้าจะให้เราแนะนำ ไม่ต้องใส่วุ้นเส้นจะดีกว่าค่ะ เพราะถ้าใส่วุ้นเส้นด้วย นอกจากจะอืดเต็มชามแล้ว ยังเพิ่มปริมาณแคลอรี่ให้สูงขึ้นไปอีก เผลอๆ จะเกิน 200 Kcal เอาน่ะ

4. โจ๊กหมู/ข้าวต้มหมู 200 กรัม 160 Kcal
โจ๊กหรือข้าวต้ม ไม่จำเป็นต้องทานเป็นมื้อเช้าอย่างเดียวเสมอไป จะทานตอนเย็นก็อร่อยง่ายสบายท้องเช่นกัน แต่ถ้าจะทานเป็นตอนเย็น ลองไม่ใส่ไข่ดูก็จะดีกว่านะคะ เพราะถ้าพิเศษใส่ไข่ด้วย แคลอรี่พุ่งแน่ๆ บวกเพิ่มไปเลยอีก 75 Kcal ถ้าต้มโจ๊กทานเอง จะแอบซอยกะหล่ำปลี ต้นหอมผักชี แครอท บร็อคโคลี่ หรือผักที่ชอบลงไปด้วยก็ได้นะคะ

 
5. ยำวุ้นเส้นหมูสับ 200 กรัม 120 Kcal
อาหารยอดนิยมของสาวๆ เพราะยำเป็นอาหารรสจัด แก้เลี่ยน และวุ้นเส้นอมน้ำยำได้ดี แต่อย่าใส่วุ้นเส้นเยอะล่ะ เพราะนอกจากจะอืดเต็มจานง่ายแล้ว วุ้นเส้น 100 กรัม ให้แคลอรี่ 337 Kcal เชียวนะ เพราะฉะนั้นใส่น้อยๆ แค่ 10-30 กรัม หรือราว -30-90 Kcal จะดีกว่าค่ะ

 
6. ไข่ตุ๋น 1 ฟอง 75 Kcal + ข้าวกล้อง 80 Kcal = 155 Kcal
ใครที่ไม่ค่อยอยากทานอะไรที่ย่อยยาก ลองเมนูไข่ตุ๋นดูสิคะ อร่อย และทำง่ายมากๆ แถมยังเหลือปริมาณแคลอรี่ให้เพิ่มท็อปปิ้งลงบนไข่ตุ๋นได้อีกนิดหน่อย ไม่ว่าจะเป็นหมูสับ ปูอัด เนื้อปลานิดหน่อย เห็ดหอม หรือจะแปะก๊วยเหมือนอย่างที่เราเห็นในไข่ตุ๋นญี่ปุ่นก็น่าทานนะ

 
7. น้ำพริกผักสด 1 เซ็ตเล็ก 55 Kcal + ไข่ต้มครึ่งฟอง 38 Kcal + ข้าวกล้อง 80 = 173 Kcal
เต็มเซ็ตกันไปเลยสำหรับมื้อนี้ น้ำพริก ผักสด ไข่ต้ม และข้าว ไม่อิ่มก็ให้มันรู้ไป นอกจากรสแซ่บดั่งใจไทยแท้แล้ว ยังครบ 5 หมู่อีกด้วย สามารถเลือกน้ำพริกได้ตามต้องการ แต่ถ้าให้เราแนะนำก็เลี่ยงน้ำมันที่มันย่องๆ ออกไปหน่อยนะ อย่างน้ำพริกมะขาม น้ำพริกลงเรือ น้ำพริกอ่อง พวกนี้อาจจะเก็บไว้ทานมื้ออื่นดีกว่า

 
8. ปลานึ่งมะนาว/ปลาเผาตัวเล็ก 155 Kcal
ใครไม่อยากทานแป้ง ขอให้แวะมาทานเนื้อปลาแทน ได้โปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ และรสชาติแซ่บๆ ของมะนาวก็จัดจ้านสดชื่นดีอย่าบอกใคร แต่อย่าเผลอปรุงรสจัดจนเกินไปนะ ระวังจู๊ดๆ ทานกับผักสดก็ดีต่อสุขภาพอย่าบอกใครเลยเชียว

 
9. ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ 200 กรัม 155 Kcal
จริงๆ อาหารประเภทไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไร เพราะอาจเลี่ยงปริมาณน้ำมันที่ใช้ไม่ได้ แต่หากคุณเป็นคนทำอาหารทานเอง ใช้น้ำมันมะกอกผัดแบบเร็วๆ ก็พอได้อยู่นะ ยิ่งได้โปรตีนดีๆ จากถั่วงอกด้วยยิ่งดีใหญ่ ใครยังไม่อิ่มอนุญาตให้ทานข้าวเพิ่มได้ 2 ช้อนโต๊ะพูนๆ โอเคป่ะ?

 
10. ปอเปี๊ยะสด 1 ชิ้น 175 Kcal
จะบอกว่าเป็นอาหารไทยก็ไม่เชิง เพราะจริงๆ แล้วต้นตำรับมาจากประเทศเวียดนาม แต่เดี๋ยวนี้ปอเปี๊ยะได้รับการปรับปรุงสูตรจนมีสารพัดไส้ และน้ำจิ้มให้เลือกมากมาย ถ้าอยากทานแบบสุขภาพดี ก็ลองเปลี่ยนไส้เป็นไส้ผัก ไส้เห็ด ไส้หมูสับ กุ้ง และเปลี่ยนน้ำจิ้มหวานๆ ที่ราดบนปอเปี๊ยะ เป็นน้ำสลัดไขมันต่ำ หรือน้ำสลัดซีฟู้ดเพิ่มความแซ่บได้เหมือนกันค่ะ

ได้ไอเดียดีๆ แล้ว พรุ่งนี้อย่าลืมเตรียมเมนูเด็ดๆ รอไว้ได้เลย แล้วอย่าลืมไปออกกำลังกายด้วยล่ะ จะได้น้ำหนักลดอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ จำเอาไว้ว่าควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นกุญแจของการมีสุขภาพดีนะคะ
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เช็คเลย! “ลิ้น” แบบไหนอันตราย


“ลิ้น” เป็นอวัยวะชิ้นเล็กๆ ในช่องปากที่หลายคนอาจจะมองข้าม แต่จริงๆ แล้วมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเรามาก ลองคิดดูว่าถ้าลิ้นของเราไม่มีปุ่มรับรส เราคงทานอาหารไม่อร่อย ถ้าเราไม่มีลิ้น เราก็พุดไม่ชัด และทานอาหารลำบาก แต่นอกจากนี้ยังลิ้นยังบอกโรค บอกความผิดปกติในร่างกายของเราได้ด้วย

ลิ้นแบบไหน? เป็นโรคอะไร?
  1. ผิวลิ้นหนา
ผิวลิ้นหนา ไม่ได้หมายถึงขนาดของลิ้นทั้งลิ้นที่หนา แต่หมายถึงขนลิ้นเล็กๆ บนลิ้นที่มีความหนา และยาวมากเกินไป จนทำให้อาหารที่ทานเข้าไปติดบนลิ้นได้ง่าย สังเกตได้จากสีของลิ้นที่เปลี่ยนไปตามสีของอาหารที่ทาน และมักถูกเคลือบไปด้วยคราบขาว เหลือง หรือเทาอยู่ตลอดเวลา เมื่อกอของขนลิ้นมีความหนา และมีเศษอาหาร อาจทำให้เกิดแบคทีเรียสะสม จนมีอาการไม่สบายลิ้น รับรู้รสได้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควรจะเป็น คันลิ้น หรือมีกลิ่นปากได้ ทางแก้ง่ายๆ คือ แปรงลิ้นทุกครั้งที่แปรงฟัน และงดการสูบบุหรี่

  1. ขอบลิ้นหยัก
ลิ้นของบางคนจะมีรอยหยักที่ขอบลิ้น มาจากหลายสาเหตุ เช่น ลิ้นใหญ่จนไปดันฟันบ่อยๆ จนลิ้นมีรอยหยักเป็นรูปฟัน หรือพฤติกรรมในการกลืนที่ผิดปกติ เอาลิ้นดันฟันขณะเคี้ยวหรือกลืนบ่อยๆ นอกจากนี้หากลิ้นบวมอักเสบจนไปดันฟันจากด้านใน จนเป็นรอยหยักของฟัน ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน (แต่อาจเป็นรอยหยักชั่วคราว) ลิ้นแบบนี้ไม่ได้มีอันตรายอะไร แต่หากมีอาการติดเชื้อ หรืออักเสบให้รีบพบแพทย์

  1. ลิ้นแผนที่
หมายถึงอาการที่หลังลิ้น หรือด้านข้างของลิ้น มีขนสลับกับผิวเรียบลื่น มองดูคล้ายแผ่นที่ โดยรอยแผนที่นี้จะไม่ได้อยู่ถาวร สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปได้เรื่อยๆ สาเหตุของลิ้นก็ไม่เป็นที่แน่ชัด อาจมาจากอารมณ์ที่แปรปรวน ขาดสารอาหาร พันธุกรรม หรือเกิดร่วมกับโรคของระบบร่างกายอื่นๆ เช่น โรคที่เกี่ยวกับเลือด และหอบหืด ลิ้นลักษณะนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆ เช่นกัน แต่บางคนอาจรู้สึกว่ารับรู้รสได้ไม่ดีพอ สามารถปรึกษาทันตแพทย์เพื่อเขารับการรักษาได้
  1. ผิวโคนลิ้นอักเสบ
โคนลิ้นจะมีตุ่มลิ้นที่มีขนาดใหญ่กว่าขนลิ้นด้านปลายลิ้น และตุ่มเหล่านี้มีเนื้อเยื่อภายในของระบบน้ำเหลืองอยู่ด้วย หากเกิดการอักเสบ หรือการเสียดสีจากอาหารที่ทานเข้าไป อาจมีอาการอักเสบบวมโตจนรู้สึกเจ็บ  หรืออาจจะเจ็บจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจ คอ หรือต่อมทอลซิลได้เช่นกัน โดยอาจมีอาการเจ็บคอ คอแดง รู้สึกถึงรสปร่าๆ ในปาก และลำคอ รักษาได้โดยลดการเสียดสีบริเวณโคนลิ้นจากฟันคมๆ ในปากของเราเอง หรือขอบฟันปลิมที่หลวม ไม่พอดีกับปากและเหงือก และลดการอักเสบด้วยยา

  1. ผิวลิ้นลูกกอล์ฟ
ลิ้นจะมีลักษณะเป็นหลุมเล็กๆ ครึ่งวงกลมกระจายไปทั่วหลังลิ้น คล้ายกับผิวของลูกกอล์ฟ โดยเป็นลักษณะลิ้นของคนที่สูบบุหรี่จัด ลักษณะได้ง่ายๆ โดยลดการสูบบุหรี่ และทำความสะอาดลิ้นเป็นประจำ

  1. ผิวกลางลิ้นอักเสบ
ใจกลางของหลังลิ้นมีลักษณะเรียบลื่น มีขนลิ้นน้อย รูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมเพชรขนาด 1-2 เซนติเมตร ผู้ป่วยอาจมีอาการแสบเมื่อทานอาหารรสจัด  โดยอาจมีสาเหตุมาจากการอักเสบของขนลิ้นบริเวณนั้น ขนลิ้นสั้นผิดปกติ สูบบุหรี่ หรือพบเชื้อราบนลิ้น หากพบเชื้อราควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ และรักษาความสะอาดของลิ้นอยู่เสมอ
ที่มา:sanook

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ใช้ "ถุงยางอนามัย" ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ทำไมยังท้องได้?


การคุมกำเนิดแบบที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด และเป็นหนึ่งในวิธีที่ป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นการใช้ “ถุงยางอนามัย” เพราะนอกจากจะมีผลข้างเคียงน้อย ใช้สะดวก และมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปแล้ว การใช้ถุงยางอนามัยยังหนึ่งในความรับผิดชอบของผู้ชายที่ในประเทศไทยเคยมีการรณรงค์กันอย่างเปิดเผยว่า “ยืดอก พกถุง” เพื่อให้ชายไทยพกถุงยางติดตัว และอย่าเขินอายที่จะไปซื้อไปหามาใช้
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า ในบางกลุ่มยังมีค่านิยมในการไม่ใช่ถุงยางอนามัย เพราะประมาทว่าไม่หลั่งในจะทำให้ไม่ท้อง แต่โอกาสที่อสุจิจะเล็ดลอดออกมาระหว่างมีเพศสัมพันธ์นั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ได้ เฉกเช่นเดียวกับการใช้ถุงยางอนามัย ที่ถึงแม้ว่าจะโฆษณากันมากมายว่าช่วยลดโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ แต่ก็ขอให้ทราบเอาไว้ว่า ถุงยางอนามัย ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100%

ใช้ถุงยางอนามัย มีโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่?
ถุงยางอนามัยส่วนใหญ่ผลิตจากยางธรรมขาติ โพลียูรีเทน หรือลำไส้ลูกแกะ ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมใช้แบบที่ทำจากยางธรรมขาติ โพลียูรีเทนมากกว่า หากใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี โอกาสในการตั้งครรภ์ค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ราว 2% เท่านั้น แต่หากเป็นการใช้ถุงยางอนามัยที่ไม่ถูกต้อง จะเพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ได้มากถึง 18% เลยทีเดียว
ใช้ถุงยางอนามัย อาจเสี่ยงตั้งครรภ์ หากคุณ...
  1. ใช้ถุงยางอนามัยที่ไม่เหมาะสมกับขนาดอวัยวะเพศของคุณ เล็กไป ใหญ่ไป
  2. ถุงยางอนามัยฉีกขาด หรือมีรอยรั่ว จากการดึงถุงยางออกมาจากห่อโดยไม่ระมัดระวัง หรือถุงยางอนามัยชำรุด เก็บไว้นาน หรือเก็บในที่ๆ เสี่ยงต่อการถูกทำให้เป็นรอย
  3. ไม่สวมถุงยางอนามัยตลอดการมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ และทุกครั้งที่มีการสอดใส่ โดยอาจเผลอใส่ถุงยางอนามัยหลังจากมีการสอดใส่ไปแล้ว หรือถอดถุงยางอนามัยก่อน ทุกครั้งที่มีการสอดใส่ น้ำอสุจิสามารถไหลออกมาพร้อมน้ำหล่อลื่นได้ทุกเมื่อ
  4. ถุงยางอนามัยหลุดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หรือในช่วงของการสอดเข้า-สอดออก
  5. เก็บถุงยางอนามัยเอาไว้ในที่ๆ ร้อน ชื้น โดนแสงแดด รวมไปถึงการเก็บถุงยางอนามัยเอาไว้ในกระเป๋าสตางค์ ความร้อน และการถูกกดทับ อาจทำให้ถุงยางอนามัยขาด หรือเสื่อมสภาพได้

ดังนั้นขอให้คุณผู้ชาย (หรือคุณผู้หญิงที่เตรียมถุงยางอนามัยเอาไว้ในยามฉุกเฉิน) เก็บรักษาถุงยางอนามัยให้ดี อย่าเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ที่เล็ก และมีการเสียดสี กดทับตลอดเวลา เลือกขนาดของถุงยางอนามัยที่เหมาะสมกับขนาดของอวัยวะเพศ และใช้ถุงยางอนามัยตั้งแต่ก่อนสอดใส่ ไปจนถึงเสร็จกิจ ไม่มีเหตุถถุงยางอนามัยหลุดขณะมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นในข้อใดข้อหนึ่ง ฝ่ายหญิงสามารถกินยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินได้ (แต่ไม่ควรทานบ่อย) และอาจทานยาคุมกำเนิด (แบบปกติ) ควบคู่ไปกับการใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยก็ได้
ที่มา:sanook

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561

“ท่อปัสสาวะอักเสบ” จากสายชำระในห้องน้ำ อันตรายที่ผู้หญิงควรระวัง


หากใครได้อ่านประสบการณ์ตรงของผู้ใช้งาน Twitter ชื่อว่า fernnnfernnfern.com เล่าถึงอาการปลายท่อปัสสาวะอักเสบจากการใช้สายชำระในห้องน้ำสาธารณะที่ไม่คุ้นเคย และมีแรงดันน้ำสูงเกินไป จนทำให้บริเวณที่โดนแรงดันน้ำอัดจนเกิดอาการเจ็บแสบอยู่หลายวัน และเมื่อตรวจกับแพทย์จึงพบว่า ปลายท่อปัสสาวะอักเสบจากแรงดันน้ำที่มากเกินไปของสายชำระ อาจจะรู้สึกถึงอันตรายของสายชำระเรียบร้อยแล้ว
เราเองพอได้อ่าน ก็พาลให้นึกถึงประสบการณ์ตรงของเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันในหอพัก หลังใช้ห้องน้ำเสร็จเธอก็ออกมาบ่นอุบว่า สายชำระในห้องน้ำจะแรงไปไหน (แซวตัวเองเบาๆ ว่า “ถึงกับสะดุ้ง”) แม้ว่าครั้งนั้นเพื่อนจะโชคดีรอดตัวจากอาการอักเสบอันทรมาน แต่เราก็เชื่อว่าน่าจะมีสาวๆ อีกหลายคนเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันมาบ้าง เลยอยากจะออกมาเตือนถึงอันตรายจากสายชำระกันสักเล็กน้อย
สายชำระในห้องน้ำ ปลอดภัยต่อสุขภาพหรือไม่?
อย่างที่ทราบกันแล้วว่าสายชำระที่แรงดันน้ำสูงเกินไป อาจทำให้ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อที่ละเอียดอ่อนในบริเวณจุดซ่อนเร้นอักเสบได้ แต่นอกจากเรื่องของความดันน้ำแล้ว สายชำระที่ไม่สะอาด ก็อาจทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบได้เช่นกัน
ในปี 2555 กรมอนามัยได้สุ่มสำรวจห้องส้วมสาธารณะ เช่น ปั้มน้ำมัน วัด พบว่าจุดที่มีการปนเปื้อนอุจจาระมากที่สุด คือ ที่จับสายฉีดน้ำชำระ โดยพบมากถึงร้อยละ 85 ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า การใช้สายชำระที่มีการปนเปื้อนอุจจาระ อาจทำให้เราติดโรคจากแบคทีเรีย เชื้อไวรัสต่างๆ ที่มาพร้อมกับอุจจาระได้ เช่น เชื้อโคลิฟอร์ม หรือเชื้ออิโคไล ที่อาจทำให้เกิดโรคกรวยไตอักเสบได้
อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ชัยศิลป์วัฒนา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โอกาสที่ผู้หญิงจะติดเชื้อโรคจากสายชำระในห้องน้ำมี "น้อยมากๆ" เพียงร้อยละ 5-7 เท่านั้น แต่ก็สามารถเป็นได้ ถ้าคนคนนั้นมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาทิ เคยมีประวัติเป็นโรคเรื้อรัง ใช้น้ำยาล้าง ใช้แผ่นอนามัย ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ดูแลตามธรรมชาติโดยใช้น้ำเปล่าดีที่สุด
คุณหมอยังระบุอีกว่า ส่วนใหญ่ที่มีการติดเชื้อ มักเกิดขึ้นจากความรักสวยรักงามใช้น้ำเปล่าล้างไม่พอ ต้องไปซื้อน้ำยามาล้างให้สะอาดมากขึ้น แล้วน้ำยาก็มาทำลายแบคทีเรียตัวที่ป้องกันเชื้อโรคในช่องคลอด หรือปล่อยให้ระบายอากาศดีๆ ไม่ชอบ ไปหาแผ่นอนามัยมาใช้ ใส่กางเกงชั้นในสเตย์ฟิตๆ กางเกงยีนหนาๆ ให้อบ แฉะ อึดอัด ไม่มีอากาศระบาย

วิธีลดความเสี่ยงในการเกิดอาการท่อปัสสาวะอักเสบ
  1. อย่าลืมทดสอบการทำงานของสายชำระก่อนใช้จริงทุกครั้ง ทั้งเป็นการเช็กก่อนว่าสายชำระทำงานปกติดีไหม มีน้ำไหลออกมาหรือเปล่า น้ำที่ไหลออกมาสะอาดไหม และแรงดันของน้ำอยู่ในระดับปกติหรือไม่
  2. ไม่ฉีดน้ำเข้าไปที่ท่อปัสสาวะโดยตรง ควรเลือกฉีดน้ำแบบผ่านๆ ฉีดในมุมเฉียงลง มากกว่าจะจ่อเข้าไปที่บริเวณนั้นโดยตรง
  3. หากไม่มีสายชำระ หรือสายชำระดูสกปรกไม่น่าใช้ สามารถใช้กระดาษชำระ หรือทิชชู่เปียกซับเบาๆ จากด้านหน้าไปด้านหลัง เช็ดทีเดียวแล้วทิ้ง เปลี่ยนแผ่นใหม่ทันที ไม่ใช้แผ่นเดิมเช็ดซ้ำ
  4. ลดการใช้แผ่นอนามัย ไม่ควรใช้ทุกวัน เพราะอาจทำให้เกิดการอับชื้นได้
  5. เปลี่ยนกางเกงในทุกวัน ทุกครั้งหลังอาบน้ำ
  6. ลดการสวมใส่กางเกงรัดรูป หรือเนื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ เพราะอาจทำให้อับชื้น และเกิดการเสียดสีได้
ที่มา:sanook

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

สมุนไพรลดไขมัน 5 สมุนไพรไทย ช่วยลดคอเลสเตอรอล


คอเลสเตอรอลเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ และอื่นๆ ดังนั้นการลดคอเลสเตอรอลจึงเป็นหนึ่งในหนทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายเหล่านี้ตั้งแต่ต้น
นอกจากจะต้องลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันเลวเป็นจำนวนมากแล้ว การรับประทานพืชสมุนไพรไทยดีๆ ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ควรลอง เพราะนอกจากสมุนไพรเหล่านี้จะให้กลิ่น และรสชาติที่ดีแล้ว ยังราคาถูก และหาซื้อทานได้ง่ายอีกด้วย
 

5 สมุนไพรช่วยลดไขมัน

  1. กระเทียม

กลิ่นฉุนๆ ของกระเทียม เมื่อทำมาประกอบอาหาร จะให้รสชาติที่จัดจ้านถึงใจ และเป็นที่โปรดปรานของใครหลายๆ คน กระเทียมช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการทานสดๆ หรือนำไปประกอบอาหารกลีบโตๆ แต่ทานมากระวังจะมีกลิ่นปาก และกลิ่นตัวได้

  1. หอม

เคียงคู่มากับกระเทียม ก็คือ หอม ไม่ว่าจะเป็นหอมแดง หรือหอมหัวใหญ่ ต่างก็ช่วยลดคอเลสเตอรอล สลายไขมัน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นท้อง บรรเทาอาการหวัด ภูมิแพ้ หอบหืด และช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี

  1. กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดงช่วยเพิ่มระดับไขมันดี ลดไขมันเลวในเลือดให้ลดลง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ช่วยทำให้ชุ่มคอ และคลายร้อนได้ดี

  1. เสาวรส

เสาวรสช่วยลดไขมันในเลือด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แก้อาการนอนไม่หลับ รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอุดมไปด้วยวิตามินซี จึงช่วยป้องกันหวัดได้อีก

  1. ขิง

ขิงเป็นสมุนไพรไทยที่มีรสเผ็ดร้อน ช่วยกระตุ้นการสลายของไขมัน และลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี สามารถทานสดๆ หรือนำไปต้มแล้วดื่มน้ำเอาก็ได้ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรน และคลื่นไส้อาเจียนได้
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

3 วิธีลด “โซเดียม” ในร่างกายฉบับด่วนจี๋ หลังทานเค็มมากโดยไม่ได้ตั้งใจ


“เมื่อคืนแอบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก่อนนอน ตื่นมาเลยหน้าบวมเลย” สาวๆ หนุ่มๆ หลายคนอาจเคยประสบกับปัญหานี้ ยิ่งใครที่ต้องทำงานที่ใช้รูปร่างหน้าตาอยู่ทุกวี่ทุกวันด้วยแล้วล่ะก็ ตอนนั่งแต่งหน้าอาจจะสังเกตได้ชัดเลยเชียวว่าหน้าบวมขึ้น เป็นเหตุมาจากการทานอาหารที่มีโซเดียมสูงไปเมื่อคืนก่อนนั่นเอง
การทานอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง อาจส่งผลร้ายต่อร่างกายของคุณมากกว่าแค่หน้าบวม เพราะอาจทำให้เกิดอาการใจเต้นแรง และเร็ว ไม่ได้บวมแค่หน้า แต่บวมไปทั้งตัว ไปจนถึงไม่สามารถหลับได้สนิทในตอนกลางคืน เป็นผลมาจากความดันโลหิตที่อาจพุ่งสูงขึ้นหลังจากที่ทานอาหารที่มีโซเดียมสูงนั่นเอง (จะยิ่งมีอาการอื่นๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น หากคุณมีโรคประจำตัวอย่าง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคหัวใจ เป็นต้น) แต่หากเผลอทานเข้าไปแล้ว แค่นั่งรู้สึกผิดคงไม่ทำให้ร่างกายของเราดีขึ้น เรามาลดปริมาณโซเดียมในร่างกายกันแบบด่วนๆ กันดีกว่า

  1. ดื่มน้ำตามมากๆ
จากคำแนะนำของ Brierley Horton ผู้อำนวยการศูนย์โภชนาการของเว็บไซต์ Cooking Light.com อาหารรสเค็ม รวมไปถึงอาหารรสจัด จะทำให้ไตของคุณทำงานหนักมากขึ้น ดังนั้นการดื่มน้ำเข้าไปในร่างกายมากขึ้นอีกเล็กน้อบ จะช่วยให้ไตของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และของเหลวที่เพิ่มมากขึ้นในร่างกายยังช่วยไม่ให้ร่างกาย และใบหน้าของคุณบวมอีกด้วย 
  1. ออกกำลังกาย
ยังไม่สายไปที่จะกินแล้วรีบออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานจากอาหารเหล่านั้นออกไปซะ โดยเฉพาะการลดโซเดียมที่จะถูกร่างกายขับออกมาผ่านเหงื่อที่ไหลออกมาระหว่างการออกกำลังกายนั่นเอง อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำก่อน และระหว่างออกกำลังกายด้วยล่ะ

  1. กินกล้วย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ากล้วยมีประโยชน์ในแง่ของการเข้าไปช่วยลดปริมาณโซเดียมในร่างกายได้ เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมที่ช่วยจัดการกับโซเดียมส่วนเกินในร่างกายนั่นเอง ถ้าไม่ชอบทานกล้วย จะเลี่ยงมาเป็นถั่วขาว ผักใบเขียว หรือมันฝรั่งก็ได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคไตควรระวังการทานอาหารที่มีโพสแทสเซียม เพราะอาจรบกวนการทำงานของไตได้ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนทาน

ใครที่มีอาการอย่างที่กล่าวไว้ในตอนแรก ว่าหากทางอาหารรสเค็ม หรืออาหารรสจัด แล้วมีอาการต่างๆ มากกว่าแค่หน้าบวม เช่น ตัวบวม ใจเต้น ใจสั่น ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทางออกให้กับร่างกายของตัวเองอย่างถูกต้อง เพราะคุณอาจมีปัญหาในการรับโซเดียมที่ทำให้หัวใจ ไต ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบอื่นๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติไปก็ได้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าประมาทเด็ดขาด
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

จริงหรือไม่? อาหารตกพื้น 5 วินาที เชื้อโรคยังไม่เห็น?


ระหว่างทานอาหาร แล้วคนข้างๆ ทำหมูกระเด็นออกมานอกจาน ด้วยความเสียดายเลยเอาส้อมจิ้มเข้าปาก พร้อมกับบอกว่า “ยังไม่ถึง 5 วินาที เชื้อโรคยังไม่เห็นหรอก” ว่าแล้วก็เคี้ยวตุ้ยๆ กลืนลงคอไปหน้าตาเฉย
จริงๆ แล้วเชื้อโรคที่ว่ามันยังไม่เห็นอาหารของเราจริงหรือ? เชื้อโรคจะยังไม่ทันเกาะอาหารชิ้นนั้นขึ้นมาด้วยจริงหรือไม่?
เชื้อโรคที่อาจพบบนโต๊ะอาหาร บนพื้น
ลองคิดเล่นๆ ว่าบนโต๊ะอาหารที่คุณทานข้าวนั้น ถูกใช้งานอะไรบ้างในแต่ละวัน ก่อนที่คุณจะมานั่งอาจมีคนที่เป็นหวัด ไอค่อกแค่กจามใส่โต๊ะอาหารขณะทานข้าว หรือพนักงานเอาผ้าขี้ริ้วที่เช็ดโต๊ะมาแล้วนับไม่ถ้วนมาเช็ดให้เราอีก โต๊ะไม้ที่เรานั่งอาจมีเชื้อราอยู่ตามซอกไม้ที่แตกหัก หรือถ้าร้ายไปกว่านั้น ตกกลางคืนโต๊ะตัวนี้อาจเป็นทางเดินพาเหรดของสัตว์อย่างหนู และแมลงสาบก็เป็นได้
ถ้าให้พูดถึงเชื้อโรคที่จะพบได้บนโต๊ะอาหาร หรือบนพื้นดิน บอกเลยว่ามีมากมายนับไม่ถ้วน และแต่ละเชื้อก็มีความรุนแรง และความน่ากลัวไม่เท่ากัน ไม่รู้ว่าเราจะไปแจ็คพ็อตเจอตัวไหนเข้า

ซาลโมเนลลา ต้นเหตุของอาการท้องเสีย
เราจะได้ว่าเรามีอาการผิดปกติจากอาหารที่ทานเข้าไปก็ต่อเมื่อเรามีอาการที่ชัดเจนอย่างท้องเสีย อุจจาระร่วง ซึ่งเจ้าเชื้อโรคที่พบกันอยู่บ่อยๆ ตามโต๊ะอาหาร หรือพื้นที่เต็มไปด้วยเศษอาหาร คือเชื้อซาลโมเนลลา เป็นเชื้อโรคที่ทำให้มนุษย์เราต้องเข้าโรงพยาบาลปีละถึง 1.4 ล้านคน
ซาลโนเนลลา พบว่าถูกปนเปื้อนอยู่ในอาหารสารพัด ทั้งไข่ดิบ เนื้อไก่ ผักสดบางชนิด และอาหารอื่นๆ อีกมากมาย ซาลโมเนลลาอาจปนเปื้อนมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ขนส่ง มาจนถึงการปรุงอาหาร จนเข้าปากเราได้เลยทีเดียว
อาหารตกโต๊ะ ตกพื้นนานแค่ไหน เชื้อโรคถึงจะเกาะติดอาหารขึ้นมาด้วย?
จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคลมสัน รัฐเซาธ์แคโรไลนา ทำการทดลองว่าอาหารตกพื้นนานเท่าใด เชื้อโรคถึงจะเกาะติดอาหารมาด้วย
ผลสรุปออกมาว่า ไม่ว่าอาหารจะตกบนพื้นที่เป็นพื้นไม้ กระเบื้อง หรือพรม เป็นเวลา 5, 30 หรือ 60 วินาที เชื้อโรคก็เกาะติดอาหารขึ้นมาเป็นที่เรียบร้อย และมีปริมาณมากพอที่จะทำร้ายร่างกายของเราได้ด้วย
ดังนั้น กฎที่ว่า อาหารตกพื้นไม่เกิน 5 วินาที ยังทานได้ เชื้อโรคไม่เห็น จึงไม่ใช่เรื่องจริงแน่นอน เอาเข้าจริงแล้ว ถึงแม้ว่าจะรีบตักเข้าปากภายใน 3 วินาที ก็ยังติดเชื้อโรคมาด้วยอยู่ดี เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของเรา อย่าเอาแค่ความเสียดายมาทำร้ายร่างกายของตัวเองเลยจะดีกว่าค่ะ เพราะบอกเลยว่ามันไม่คุ้มหรอก
ที่มา:sanook