วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

“เหงือกอักเสบ” ไม่รักษา อาจเสี่ยงหัวใจวาย-หลอดเลือดสมอง


ปกติแล้วเมื่อเวลาเราปวดฟัน ทานข้าวไม่ค่อยสะดวก เคี้ยวแล้วมีอาการปวด เราจะนึกถึงแค่อาการของโรค “ฟันผุ” แต่อันที่จริงแล้ว เราอาจมีความเสี่ยงเป็นโรค “เหงือกอักเสบ” ได้เหมือนกัน แถมโรคนี้ยังเป็นกันไม่ยากเสียด้วย แต่มีอันตรายที่เราไม่ทราบอีกมากเช่นกัน

เหงือกอักเสบ คืออะไร?

โรคเหงือกอักเสบ หรือโรคปริทันต์ คืออาการที่เหงือกเกิดความระคายเคือง อักเสบ บวมแดง แต่อาจจะเพราะเป็นอาการปวดที่ไม่รุนแรงชัดเจน คนทั่วไปถึงอาจละเลยที่จะใส่ใจรักษาให้หาย ซึ่งหากเป็นโรคเหงือกอักเสบแต่ไม่ยอมรักษาให้หายโดยเร็ว อาจทำให้อาการอักเสบของเหงือกก่อให้เกิดอันตรายตามมาได้อีกหลายประการ

สาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ

โรคเหงือกอักเสบสามารถพบได้บ่อยในคนที่ทำความสะอาดฟันได้ไม่ค่อยสะอาด แปรงฟันน้อยกว่าวันละ 2 ครั้ง ทำให้มี่คราบพลัคจากอาหารที่เราทานต่างๆ มาเคลือบฟันเอาไว้เหมือนฟิล์มบางๆ หากไม่กำจัดคราบพลัคออกไปภายใน 2-3 วัน อาจเกิดเป็นหินปูนมาเกาะที่ฟันได้ และหากฟันมีคราบพลัค หรือหินูนมาเกาะ ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการทำให้เหงือกระคายเคือง จนเป็นเหงือกอักเสบมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจัยเสี่ยงในการก่อให้เกิดโรคเหงือกอักเสบ

  • แปรงฟันไม่สะอาด
  • ภายในปากแห้ง
  • สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติด
  • อายุมากขึ้น 
  • เป็นโรคเบาหวาน
  • ภูมิคุ้มกันต่ำลง จากการเป็นโรคประจำตัว หรือกำลังทานยากดภูมิคุ้มกันร่างกาย
  • การใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยารักษาอาการชัก (Anticonvulsant) และยาไดแลนติน (Dilantin)
  • เหงือกติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อราบางชนิด
  • ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ผู้หญิงที่มีประจำเดือน หรือกำลังตั้งครรภ์ 
  • รับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่ครบถ้วนมากพอ

อาการของเหงือกอักเสบ

  • เหงือกบวม แดง เหงือกนิ่มผิดปกติ หรืออาจจะพบว่าเหงือกร่น
  • เลือดไหลจากซอกเหงือกได้ง่าย สังเกตจากหลังแปรงไฟจะมีเลือดปนออกมากับฟองจากยาสีฟัน
  • เหงือกเปลี่ยนเป็นสีที่คล้ำขึ้นกว่าปกติ
  • มีกลิ่นปาก หรือรู้สึกว่ามีรสชาติแปลกๆ ภายในปาก
  • พบหนองที่เหงือก
  • ฟันโยก

อันตรายของโรคเหงือกอักเสบ

แม้ว่าจะเป็นอาการไม่หนักหนา แต่หากไม่ยอมรักษาโรคเหงือกอักเสบให้หาย โรคเหงือกอักเสบอาจส่งผล และมีความเกี่ยวข้องต่อโรคอันตรายมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคปอด เป็นต้น 

วิธีป้องกันโรคเหงือกอักเสบ

  1. แปรงฟันให้สะอาด แปรงให้ถูกวิธี และแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง หลังตื่นนอน และก่อนเข้านอน
  2. ใช้ไหมขัดฟันหลังทานข้าว รวมถึงหลังแปรงฟันก่อนนอนทุกคืน
  3. เลือกใช้แปรงสีฟัน ยาสีฟัน รวมถึงน้ำยาบ้วนปากที่ช่วยลดการเกิดแผ่นคราบจุลินทรีย์จำพวกคลอธ์เฮกซิดีน 2% (ผสมน้ำเพื่อเจือจางได้)
  4. งดการสูบบุหรี่ และใช้สารเสพติด
  5. พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ และขูดหินปูน
ที่มา:sanook

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น