วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561

ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร ยิ่งสูงยิ่งเสี่ยงโรค


ไขมันทรานส์ คือไขมันที่เป็นตัวร้ายที่ก้อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นจนเกินมาตรฐาน รอบเอวที่หนาขึ้น ไขมันที่เกาะอยู่ภายในหลอดเลือดต่างๆ จนเป็นสาเหตุของโรคอันตรายมากมาย เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตัน จนเป็นอัมพฤกต์ อัมพาต หรือโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้
รศ.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เราไม่ควรทานอาหารที่มีปริมาณไขมันทรานส์มากกว่า 0.5 กรัม หรือ 500 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และใน 1 วันไม่ควรทานไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัม หรือ 2,200 มิลลิกรัม ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าอาหารชนิดได มีปริมาณไขมันทรานส์สูง และควรระมัดระวังในการทานบ้าง


ปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร ต่อ 100 กรัม
  • พายกรอบ 163 มิลลิกรัม
  • คุกกี้เนย 309 มิลลิกรัม
  • ทอฟฟี่เค้ก 373.7 มิลลิกรัม
  • บราวนี่ 286 มิลลิกรัม
  • ขนมปังเนยสด 104 มิลลิกรัม
  • พายทูน่า 395 มิลลิกรัม
  • แยมโรล 262 มิลลิกรัม
  • เค้กเนย 400 มิลลิกรัม
  • เค้กผลไม้ 236 มิลลิกรัม
  • เค้กกล้วยหอม 258 มิลลิกรัม
  • ขนมปังไส้กรอก 263 มิลลิกรัม
  • โดนัท (ไส้บาวาเรียน) 675 มิลลิกรัม
  • แซนวิชทูน่า 247 มิลลิกรัม
  • แซนวิชแฮมชีส 227 มิลลิกรัม
  • แฮมเบอร์เกอร์หมู 226 มิลลิกรัม
  • แฮมเบอร์เกอร์ไก่ 102 มิลลิกรัม
  • เอแคลร์ 211 มิลลิกรัม
  • คัสตาร์ดเค้ก 105.67 มิลลิกรัม
  • ข้าวโพดคั่ว 142 มิลลิกรัม
  • ขนมขาไก่ 288 มิลลิกรัม
  • ขนมปังทาเนยอบกรอบ 219 มิลลิกรัม
  • โดนัทโรยน้ำตาล 159 มิลลิกรัม
  • เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลต 396 มิลลิกรัม
  • คุกกี้แซนวิชสอดไส้ครีมรสนม 224 มิลลิกรัม
  • เค้กสอดไส้ครีมคัสตาร์ด 378 มิลลิกรัม
  • ปลาซิวแก้ว 397 มิลลิกรัม
  • หมี่กรอบ 166 มิลลิกรัม
  • ข้าวโพดทอด 234 มิลลิกรัม
  • มันฝรั่งทอด 329 มิลลิกรัม
  • หมูทอด 260 มิลลิกรัม
  • ไก่ทอด 239 มิลลิกรัม
  • เนื้อทอด 245 มิลลิกรัม
  • เต้าหู้ทอด 184 มิลลิกรัม
  • ปาท่องโก๋ 187 มิลลิกรัม
  • ซาลาเปาทอด 141 มิลลิกรัม

 เท่านี้เราก็รู้ปริมาณของอาหารที่เราควรทานกันคร่าวๆ แล้วว่า เราควรทานมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้ร่างกายของเรามีปริมาณไขมันทรานส์มากเกินไป อาหารเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ แต่ควรจำกัดปริมาณในการทานให้ดี มิฉะนั้นโรคภัยต่างๆ อาจถามหาคุณได้เร็วๆ นี้
ที่มา:sanook

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2561

สมุนไพรไทยชั้้นดี ลดการอักเสบของแผล ไพล ไม่ใช่ขมิ้น!


ไพล หรือว่านไพล เป็นสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน เปลืองสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองแกมเขียว มีรสชาติฝาด ฉ่ำน้ำ ร้อนซ่า และมีกลิ่นเฉพาะ หากเป็นเหง้าไพลแก่จะมีรสเผ็ดเล็กน้อย
ความแตกต่างของไพล และขมิ้นสด
หากดูภายนอกหลังจากผ่าเหง้าดูแกนด้านในแล้ว จะเห็นว่าขมิ้นชันจะมีแกนสีเหลืองส้มเข้ม ในขณะที่ไพลจะเป็นสีเหลืองปนเขียวอ่อน


ประโยชน์ของไพล
ไพล เป็นที่รู้จักของคนไทยในฐานะยารักษาแผลที่ช่วยลดอาการปวดบวมอักเสบ รักษาแผลฟกช้ำดำเขียว เพราะมีองค์ประกอบเคมีที่สำคัญตัวหนึ่งคือ (1)(E)-4(3’,4’-dimethylphenyl) but-3-ene ซึ่งจากการทดลองกับหนูทดลองพบว่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเป็นสองเท่าของยา  diclofenac เลยทีเดียว เพราะไพลจะออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase และ lipoxygenase นั่นเอง
นอกจากนี้ หากนำมาบริโภค เหง้าไพลยังเป็นยารักษาหอบหืด แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน  แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเดิน ช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการท้องผูก ลำไส้อักเสบ และยังช่วยขับประจำเดือนสำหรับสตรีอีกด้วย
 
ข้อควรระวังในการใช้ไพลเป็นสมุนไพร
หากรับประทานไพลในปริมาณมาก หรือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป อาจส่งผลต่อตับได้ การทานไพลเพื่อรักษาโรคหอบหืด ยังต้องได้รับการควบคุม หรือแนะนำจากแพทย์ นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับสตรีมีครรภ์ หรือสตรีที่กำลังให้นมบุตร รวมไปถึงการใช้ไพลเพื่อรักษาแผล ระวังอย่าใช้ในบริเวณใกล้ดวงตา หรือเนื้อเยื่ออ่อน
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2561

น้ำตาล VS เกลือ อันไหนทำร้ายร่างกายมากกว่ากัน?


เมื่อพูดถึงเรื่องของน้ำตาล และเกลือ นั้นเราได้ยินกันมากว่า ถ้ารับประทานในปริมาณที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่แน่นอนว่าทั้งน้ำตาล และเกลือ ต่างก็มีความสำคัญต่อร่างกายของเรา สมอง ต้องการน้ำตาลเพื่อเพิ่มพลังงาน กล้ามเนื้อ ต้องการเกลือเพื่อความสมดุล เป็นต้น

Niket Sonpal ผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก Touro College ในนิวยอร์ค กล่าวว่า การรับประทานน้ำตาล และเกลือ ที่มากจนเกินไปนั้น จะส่งกระทบต่อสุขภาพของเรามากมาย ลองมาดูผลกระทบของร่างกายจากน้ำตาลกันก่อนดีกว่า

น้ำตาล
ถ้าเราลองดูอาหารธรรมชาติ อย่าง นม และน้ำผลไม้ 100% อาหารพวกนี้ มีน้ำตาลจากธรรมชาติ และมีพลังงานอยู่จำนวนหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็มีคุณค่าอาหารอื่นๆ ด้วย เช่น วิตามิน เกลือแร่ โปรตีนในนม และโพลีฟีนอล ส่วนเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลอย่างเช่นน้ำอัดลม ชาผสมน้ำตาล พวกนี้ จะมีน้ำตาลเป็นหลัก ในขณะที่มีคุณค่าอาหารอื่นอยู่น้อย พวกขนมของขบเคี้ยวอื่น ๆ ก็เช่นกัน อาหารพวกนี้ ไม่มีกากใยอาหาร โปรตีน วิตามิน หรือแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากนัก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกอะไรที่คนที่รับประทานของพวกนี้เข้าไปมากๆ จะกลายเป็นโรคอ้วน และขาดสารอาหารที่จำเป็น
Kaleigh McMordie ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากเท็กซัส กล่าวว่า น้ำตาลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว น้ำเชื่อม หรือน้ำตาลแดง ต่างก็ให้ผลต่อร่างกายไม่แตกต่างกัน นั้นคือ มันจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งเป็นเหตุให้มีการผลิตอินซูลิน ร่างกายของเราจะปล่อยอินซูลิน เพื่อที่ขับน้ำตาลออกจากเลือดไปยังเซลล์ เพื่อใช้ในการให้พลังงาน

กระบวนการดังกล่าวนี้ ก็เป็นกระบวนการทั่วๆ ไปของร่างกาย แต่ถ้าหากเราบริโภคน้ำตาลมากเกินไปเมื่อไหร่ กระบวนการเก็บสะสมไขมันก็จะทำงานมากขึ้น ยิ่งร่างกายสร้างอินซูลินมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสะสมไขมันมากขึ้น นานวันเข้า ก็พัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน โรคไต รวมทั้งโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันด้วย
การที่ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลสกัด จะทำให้ระบบการย่อยดูดซึมอาหารของเราเปลี่ยนไป การอักเสบเกิดขึ้นได้ง่าย และนำไปสู่โรคร้ายหลายอย่าง Rachel Head นักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน บอกว่า มีการศึกษาพบความเกี่ยวพันของการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป กับการมีระดับไขมันเลือดผิดปกติ ความดันสูง โรคตับ โรคทางเดินอาหาร และโรคหัวใจ
เกลือ
มาดูผลเสียจากการบริโภคเกลือมากเกินไปกันบ้าง แน่นอนว่า ร่างกายของเราต้องการเกลือ เพื่อการทำงานที่สมดุลของเซลล์ในร่างกาย แต่เกลือที่มากเกินไป ก็ส่งผลต่อร่างกายของเราได้เช่นกัน Kaleigh McMordie กล่าวว่า สำหรับคนที่มีสุขภาพดี การได้รับเกลือในปริมาณปานกลาง ถึงมากไปบ้าง ร่างกายของเราก็จัดการได้ แต่ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างแน่นอน มีคำแนะนำว่า เราควรบริโภคเกลือให้น้อยกว่าวันละ 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ จะบริโภคกันประมาณ 3,400 มิลลิกรัม ต่อวัน
เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า โซเดียม ทำให้เกิดภาวะความดันสูง การที่เราไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้นั้น นำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย รวมทั้งโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และโรคไต Kaleigh McMordie กล่าวอีกว่า ร่างกายของคนบางคนก็มีความไวต่อเกลือมาก ยิ่งถ้าหากใครที่มีภาวะความดันสูง ก็ยิ่งต้องระวัง อาหารที่เรารับประทานตามร้านอาหารนั้น มีเกลือมาก นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยไขมัน และพลังงานสูง ดังนั้นหากสุขภาพของเราไม่แข็งแรง มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน




อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า หากเรารับประทานน้ำตาล และเกลือในปริมาณปกติ ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป ก็จะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้ามากเกินไป ต่อเนื่องยาวนาน จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการจะบริโภคทั้งน้ำตาล และเกลือ เราต้องเช็คปริมาณที่เราทานในแต่ละวัน แต่ละมื้อ และให้ความสำคัญกับอาหารที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง เช่นธัญพืชไม่ขัดสี นม และผลไม้สดด้วย
 ที่มา:sanook

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

นักปั่นมีเฮ! ผลวิจัยอังกฤษ ชี้ "การปั่นจักรยาน" ช่วยชะลอวัยได้


เเมื่อผลวิจัยชิ้นล่าสุด จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เผยบทความการแพทย์ Aging Cell ซึ่งพบความพิเศษทางร่ายกายของผู้ที่รักการปั่นจักรยาน
ทีมวิจัยได้ตรวจสอบสภาพร่างกายของผู้ที่ปั่นจักรยานเพื่อการออกกำลังกาย 125 คน ที่มีอายุระหว่าง 55-79 ปี ให้นักปั่นจักรยานชาย ปั่นจักรยานเป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร ในเวลา 6 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนผู้หญิงให้ปั่นจักรยาน 60 กิโลเมตร ในเวลา 5 ชั่วโมงครึ่ง และมาเปรียบเทียบกับคนวัยผู้ใหญ่ อายุ 57-80 ปี และวัยหนุ่มสาว อายุตั้งแต่ 20-36 ปี ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ปรากฏว่า ผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ จะรักษาสภาพกล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของร่ายกายไว้ได้มากกว่า รวมทั้งมีระดับไขมัน และคอเลสเตอรอลคงที่สม่ำเสมอ
และพิเศษกว่านั้น คือ นักปั่นที่สูงอายุจะมีระบบภูมิคุ้มกันเหมือนคนหนุ่มสาวได้ ซึ่งทำลายความเชื่อเดิมที่ว่า เมื่อเราแก่ตัวลง ร่างกายก็จะร่วงโรยตามวัย
ศาสตราจารย์ เจเน็ต ลอร์ด ผู้อำนวยการสถาบันที่เชี่ยวชาญด้านภาวะอักเสบ และการเสื่อมสภาวะของร่างกาย จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ชี้ว่า ผู้สูงอายุที่ปั่นจักรยานเป็นประจำ มีปริมาณ T-Cell หรือ เซลล์ภูมิคุ้มกันโรค ที่ผลิตจากต่อมไทมัส เทียบเท่ากับคนหนุ่มสาว ทั้งที่ต่อมไทมัสจะเริ่มหดตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น และจะเริ่มตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป

มีการวิจัยมากมายที่ชูคุณประโยชน์ของการปั่นจักรยาน หนึ่งในการออกกำลังกาย ที่ถือเป็นยาวิเศษของมนุษย์มายาวนาน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนมักจะนั่งอยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่
บทความการแพทย์ของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน พบว่า ผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำวัน จะลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้มากกว่าร้อยละ 40 และลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้ราวร้อยละ 45
การปั่นจักรยาน ยังส่งผลดีต่อสังคมในวงกว้าง จากรายงานขององค์กรการกุศล Sustrans ประเมินว่า หากชาวอังกฤษหันมาเดินและปั่นจักรยานตามนโยบายของรัฐบาลได้ จะช่วยประหยัดงบประมาณรัฐได้ถึง 9,300 ล้านปอนด์ หรือราว 4 แสนล้านบาท และลดอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศได้ถึง 13,000 คน ภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า
ที่มา:sanook

วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

ประโยชน์ของมะปรางหวาน-มะยงชิด ผลไม้หน้าร้อน รสชาติสดชื่น


หน้าร้อนของไทยเป็นช่วงที่ดีต่อการได้ลิ้มชิมรสผลไม้หน้าร้อนมากมายหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือมะปรางหวาน และมะยงชิด ที่แค่มองก็น้ำลายสอแล้ว ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานชนิดนี้มีดีมากกว่ารสชาติอันสดชื่น 
ประโยชน์ของมะปรางหวาน-มะยงชิด
  1. มีวิตามินซีสูง ช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง และป้องกันโรคเลือดอออกตามไรฟัน ป้องกันหวัดได้เป็นอย่างดี
  2. มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตา ให้มองเห็นภาพชัดขึ้น และมองภาพในที่มืดได้ดียิ่งขึ้น
  3. มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง
  4. มีเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงผิว ลดความเสื่อมของเซลล์ในดวงตา ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต้อกระจก เพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง
  5. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยบำรุงผิวให้เปล่งปลั่ง และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง


วิธีเลือกซื้อมะปรางหวาน-มะยงชิด
มะปรางหวาน และมะยงชิด แม้ว่าจะมีสารอาหารที่ให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายคล้ายกัน และรูปร่างภายนอก รวมไปถึงรสชาติก็ใกล้เคียงกัน แต่อันที่จริงแล้วเป็นผลไม้คนละชนิด
มะปรางหวาน จะมีผลที่รูปร่างคล้ายไข่นกพิราบ ผลสุกมีผิวสีส้ม มีสีเขียวที่ขั้วเล็กน้อย ส่วนมะยงชิดจะมีลักษณะของผลที่เรียวกว่ามะปรางหวานเล็กน้อย และจะมีรสชาติออกไปทางหวานมากกว่าเปรี้ยว
หากจะเลือกมะปรางหวาน และมะยงชิดให้มีรสชาติอร่อย ควรเลือกผลที่มีสีส้มบ่งบอกถึงความสุกราว 80% ถ้าผลสุกมากเกินไปเนื้อจะเละ ไม่แน่น และถ้าผิวมีสีเขียวมากเกินไป ก็จะเปรี้ยวมากกว่าหวาน และอาจมีรสฝาดจางๆ ได้
ที่มา:sanook

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

หมูกรอบกินบ่อย เสี่ยงมาก กว่า 10 โรค

          "หมูกรอบ" ทำมาจากหมูสามชั้น นำมาหมักกับเครื่องปรุงที่ใช้เกลือปรุงรส หรือซีอิ๊วต่างๆ แล้วนำไปทอดในน้ำมันท่วมๆ จนกรอบ แต่รู้หรือไม่ว่า หากเราบริโภคอาหารประเภทนี้เป็นประจำแล้วละก็ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ 

          หมูกรอบเสี่ยงโรคอะไรบ้าง?
          1. โรคอ้วน และอ้วนลงพุง เพราะหมูกรอบทำมาจากหมูสามชั้นที่มีไขมันอิ่มตัวสูงรวมไปถึงการทอดด้วยน้ำมัน และน้ำมันเป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานสูงเช่นกัน ซึ่งหมูกรอบเปล่าๆ 100 กรัมให้พลังงานถึง 385-420 แคลอรี และมีไขมันถึง 30 กรัม โดยหากเป็นข้าวหมูกรอบพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น เป็น 550-600 กิโลแคลอรี ดังนั้น เมื่อบริโภคน้ำมันเข้าไปก็จะทำให้มีโอกาสได้รับพลังงานเกิน หากรับประทานบ่อยๆ ทำให้เกิดโรคนี้ตามมาได้

          2. โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ  หากผู้ที่มีภาวะอ้วน หัวใจจะทำงานหนักมากกว่าคนปกติ เพราะหัวใจจะต้องบีบตัวให้แรงขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงให้เพียงพอทั่วร่างกายในระยะยาว จึงก่อให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติได้

          3. โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน เนื่องจากน้ำมันที่ใช้ทอดหมูกรอบโดยส่วนมากแล้วจะใช้ไขมันที่มาจากน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันหมู อาจมีการใช้น้ำมันพืชบ้าง เช่นน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งน้ำมันปาล์มกับน้ำมันหมูจะมีไขมันอิ่มตัวสูง ข้อดีของน้ำมันในกลุ่มนี้คือสามารถทนต่อความร้อนได้ดีกว่าเพราะมีจุดหลอมเหลวที่สูงกว่า แต่ไขมันชนิดนี้ไม่ดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวใจ ไขมันอิ่มตัวจะไปเพิ่มระดับของแอลดีแอลคอเลสเตอรอล หากมีคอเลสเตอรอลตัวนี้อยู่ในร่างกายมากจะทำให้เสี่ยงต่อโรคนี้ได้

          4. โรคมะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เพราะการที่น้ำมันผ่านความร้อนสูงโครงสร้างของน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อผู้ขายใช้น้ำมันสำหรับทอดซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้เกิดสารพิษขึ้นในน้ำมัน เช่น สารอะคริลาไมด์ที่มักพบในอาหารที่ทอด ซึ่งจากการศึกษาพบว่าเมื่อร่างกายได้รับสารอะคริลาไมด์สะสมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด

          5. โรคระบบทางเดินหายใจ และ โรคมะเร็งปอด ไอของน้ำมันที่ยิ่งทอดซ้ำ ยิ่งมีสารพิษโพลีไซคลิก อะโรมาติก โฮโดรคาร์บอนด์ (PAHs) ซึ่งเป็นสารประเภทเดียวกันกับที่พบในควันจากรถยนต์ ไฟจากการหุงต้ม หรือควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อทอดอาหารจนน้ำมันร้อน ที่จุดหนึ่งไอน้ำมันจะระเหยอยู่ในอากาศ เมื่อสูดเข้าไปในร่างกายแล้วก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคของระบบทางเดินหายใจ และมะเร็งปอดได้

          6.โรคไต เพราะความเค็มที่ได้มาจากการหมักหมู ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เสนอว่าปริมาณสารอาหารที่เหมาะสมที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันโดยที่เกลือไม่ควรเกิน 5 กรัม/วัน เท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา (หรือเทียบได้กับปริมาณโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัม/วัน) ข้าวหมูกรอบ 1 จานจะมีโซเดียมอยู่ที่ 700-1,000 มิลลิกรัม

          7. โรคเบาหวาน เพราะผู้ที่เป็นโรคอ้วนยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ และการรับประทานโซเดียมเยอะก็ยังเสี่ยงต่อโรคนี้ด้วย

          8. โรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากในหมูกรอบมีโซเดียมสูงอาจนำมาซึ่งโรคดังกล่าวได้เช่นกัน อีกทั้งการทอดในน้ำมันซ้ำๆ จะทำให้เกิดสารพิษขึ้นในน้ำมัน เช่น สารโพลาร์ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงนั่นเอง

          ทั้งนี้ แล้วนั้นไม่ใช่ว่าจะต้องเลิกรับประทานหมูกรอบไปตลอดชีวิต แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม 1 สัปดาห์ควรไม่เกิน 1-2 ครั้ง และเลือกรับประทานกับอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักสด ผักต้ม แทนการกินหมูกรอบกับอาหารทอดอย่างอื่นหรือผัดน้ำมัน 

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

เวียนศีรษะบ้านหมุนแบบไหน อันตราย?

เวียนศีรษะบ้านหมุนแบบไหน อันตราย?

เวียนศีรษะบ้านหมุนแบบไหน อันตราย? เกี่ยวกับ เวียนศีรษะ

สาเหตุของอาการบ้านหมุน มักเกิดจากสาเหตุของหูชั้นใน หรือระบบประสาทก็ได้ โดยทั่วไปถ้ามีอาการเวียนศีรษะรุนแรง ผู้ป่วยมักจะไม่สามารถเคลื่อนไหวศีรษะได้ หรืออาการเลวลงเมื่อมีการขยับหรือเปลี่ยนตำแหน่งของศีรษะ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หูอื้อ หรือมีเสียงดังในหู เช่น น้ำในหูไม่เท่ากันหรือหินปูนในหูหลุด คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการบ้านหมุนเกิดจากน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่จากการศึกษาพบว่ามีเพียงร้อยละ 50 ที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน เช่น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน พบร้อยละ 10 โดยผู้ป่วยจะมีอาการบ้านหมุน หูอื้อ ร่วมกับการได้ยินของหูข้างนั้นลดลง ส่วนอาการเวียนศีรษะจากสาเหตุของโรคทางระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมอง มักมีอาการเวียนศีรษะทันทีทันใด โดยที่มีความรุนแรงไม่มาก ร่วมกับมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น ตาเหล่หรือเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว แขนขาชาหรืออ่อนแรง เดินลำบาก หรือทรงตัวไม่ได้ ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดทันที ส่วนสาเหตุอื่นๆ ของการเวียนศีรษะอาจเกิดจากอาการเมารถ เมาเรือ หรือปวดศีรษะไมเกรนได้
ดังนั้น การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญกับผู้ป่วย เพราะถ้าได้รับการรักษาในระยะแรกจะได้ผลดี หากสงสัยว่าตนเองมีความผิดปกติ รู้สึกเวียนศีรษะ บ้านหมุนโดยที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือมีประวัติโรคหู ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้อง
"เมื่อมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนขณะทำกิจกรรมต่างๆ ควรหยุดนั่งพัก เพื่อป้องกันการหกล้ม กรณีที่มีอาการเวียนศีรษะหรือบ้านหมุนมากๆ ควรนอนพักสักครู่จนอาการดีขึ้น หรือนั่งพัก หลับตา และรีบไปพบแพทย์ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้อาการเลวลง เช่น การหันศีรษะไวๆ การเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้ม-เงยคอนานๆ ความเครียด วิตกกังวล อดนอน"
ที่มา:sanook