วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

กินผักผลไม้ 10 ชนิดต่อวัน ช่วยอายุยืน


รายงานในวารสารระบาดวิทยานานาชาติอ้างอิงผลวิจัยของ "ดร.ดาร์ฟินน์ แอนเน" นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกรุงลอนดอน เกี่ยวกับระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ในกลุ่มตัวอย่าง 95 รายที่ชอบรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ เผยว่า "พวกเขาจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยลง คิดเป็นจำนวนประมาณ 7.8 ล้านคนต่อปี หากกินผักและผลไม้มากกว่า 10 ชนิดต่อวัน" ซึ่งจากการวิจัยลักษณะของผักและผลไม้กว่า 10 ชนิด โดยเฉพาะที่ให้พลังงานจำนวน 800 กรัมต่อวัน พบว่าแอปเปิลลูกขนาดกลางจะให้พลังงาน 182 กรัม
ทั้งนี้นักวิจัยคาดว่า ต้องรับประทานผักและผลไม้ให้ได้ 10 ชนิดต่อวันจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ ร้อยละ 24, ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงร้อยละ 33, ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 28% ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลดลง 13% โดยรวมแล้วการบริโภคผักและผลไม้ จะลดความเสี่ยงทุกโรคที่กล่าวมา ลงได้ถึงร้อยละ 31 ถ้าเทียบกับการไม่กินผักและผลไม้อะไรเลย

สำหรับผลไม้และผักที่ช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจหากบริโภคบ่อยๆ ได้แก่ แอปเปิล ส้ม และผักโขม ส่วน "ผักตระกูลกะหล่ำ" เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี พริกไทย และถั่วเขียว จะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
นักวิจัยระบุว่า ผักและผลไม้จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต เสริมสร้างหลอดเลือดให้แข็งแรง และสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ประกอบกับในผักและผลไม้มีกากใยและสารอาหารที่ซับซ้อนอยู่ภายใน หรืออธิบายได้ว่ากลุ่มอาหารดังกล่าวประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก จึงช่วยซ่อมแซม DNA ในร่างกายที่เสื่อมลง จากสิ่งแวดล้อมหรืออายุที่เพิ่มมากขึ้นให้กับมาแข็งแรงได้
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2561

จริงหรือไม่? “ยาฉีด” หายเร็วกว่า “ยากิน”


หลายคนที่ไม่สบาย แล้วอยากให้ไข้ลดลงเร็วๆ อาจมีการกราบกรานอ้อนวอน ขอให้หมอช่วยฉีดยาให้ ด้วยคิดว่ายาฉีดออกฤทธิ์แรงกว่า เร็วกว่า แล้วหลังจากนั้นก็จะขอยาฉีดอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าราคาจะสูงกว่ายากินก็ตาม แต่ก็คิดเสียเองว่า เป็นไข้เมื่อไร ยาฉีดเท่านั้นถึงจะเอาอยู่ เรื่องนี้จริงหรือไม่

ยาฉีด VS ยากิน
จริงๆ แล้ว ยาฉีด กับยากิน หากมีระดับยาที่เท่ากัน จะออกฤทธิ์ได้เท่ากัน ต่างกันเพียงระยะเวลาในการออกฤทธิ์ ซึ่งโดยหลักการใช้ยาแล้ว แพทย์จะคำนึงถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ในการเลือกชนิดยาให้กับผู้ป่วย มากกว่ามุ่งเป้าไปที่การออกฤทธิ์เร็วแต่เพียงอย่างเดียว การใช้ยากิน จึงค่อนข้างปลอดภัยกว่า
อันตรายจากยาฉีด
แม้ยาฉีดจะออกฤทธิ์เร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงไม่น้อย เพราะเมื่อฉีดยาเข้าเส้นเลือด ยาจะเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที หากพบว่าผู้ป่วยแพ้ยา หรือได้รับยาผิด ก็จะมีอาการผิดปกติอย่างรวดเร็ว และรุนแรงกว่ายากินมากเช่นกัน
นอกจากนี้ ยาฉีดยังมีราคาสูงกว่ายากิน นอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในเรื่องของยาโดยใช่เหตุแล้ว เราควรเตือนตัวเองว่า ยาฉีดอันตรายมากกว่ายากิน
ผู้ป่วยขอยาฉีดกับหมอเองได้หรือไม่?
การขอยาฉีดนั้น ควรพิจารณาโดยแพทย์เท่านั้น เพื่อการใช้ยาอย่างปลอดภัย และคุ้มค่า
 ดังนั้นครั้งหน้า อย่าคิดไปเองว่าต้องเป็นยาฉีดเท่านั้นถึงจะรักษาหาย ให้แพทย์เป็นผู้พิจารณายาที่เหมาะสมในการรักษาให้เราเองจะดีกว่าค่ะ
ที่มา:sanook

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561

อากาศร้อนแบบนี้ อาบน้ำอุ่น หรือน้ำเย็นดีนะ?


ว่าแต่... ร้อนๆ แบบนี้ หลายคนคงเลือกอาบน้ำเย็นๆ ให้สดชื่นกันใช่ไหมคะ
แต่อากาศร้อนผ่าวๆ ที่ทำให้ผิวเราร้อนไปด้วย ไปเจอกับน้ำเย็นเข้าจังๆ จะเป็นอะไรไหมนะ
หรือว่าเราควรจะอาบน้ำอุ่น? หากใครสงสัยเหมือนเรา ตามมาอ่านคำตอบชัดๆ 
อาบน้ำร้อน-อาบน้ำเย็น
น้ำร้อนที่ว่า ไม่ได้หมายถึงน้ำร้อนๆ เดือดปุดๆ หรอกนะคะ จริงๆ ถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือน้ำอุ่น มักอยู่ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียสขึ้นไป ส่วนตัวหากเราอาบน้ำตอนเช้าๆ ที่ออกมาจากห้องน้ำที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำใหม่ๆ เราจะชอบอาบน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 38-39 องศาเซลเซียสค่ะ ระดับอุณหภูมิขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนเนอะ แต่ถ้าไปไกลกว่า 40 องศา เราว่ามันจะเริ่มร้อนเกินไปจนแทบจะลวกเส้นมาม่าได้ละ
และแน่นอนว่าน้ำเย็น ก็มีตั้งแต่อุณหภูมิเท่าร่างกายปกติที่ 37 องศาเซลเซียส ไปจนถึงระดับที่เย็นกว่านี้ 10 องศาเซลเซียส หรืออยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส บางคนอาจจะโยนน้ำแข็งลงไปในบ่อพักน้ำ เพื่อให้น้ำเย็นสดชื่นยิ่งกว่าเดิม อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลเช่นกัน
แล้วเราควรเลือกอาบน้ำที่อุณหภูมิแบบไหนดีล่ะ?
 ประโยชน์ของการอาบน้ำอุ่น
การอาบน้ำอุ่นทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น กระตุ้นประสาทให้ร่างกาย และจิตใจผ่อนคลาย และลดอาการบวมเท้า บวมขา ยืดเส้นยืดสายหลังจากที่ใช้ร่างกายมาอย่างหนักได้ เช่น หลังออกกำลังกายหรือเดิน-วิ่งนานๆ
แต่ไม่ควรอาบ หรือแช่น้ำอุ่นนานจนเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ผิวแห้งจากการสูญเสียความชุ่มชื้นไปกับอุณหภูมิร้อนๆ ของน้ำแล้ว ยังอาจทำให้เลือดคั่ง ประสาทอ่อนล้าจนเกินไป และไม่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคประจำตัว
ดังนั้น การอาบน้ำอุ่น เหมาะสำหรับการอาบเพื่อปรับสภาพร่างกายหลังออกกำลังกาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และจิตใจก่อนเข้านอน หลังอาบน้ำอุ่นควรทาครีมบำรุงผิวในขณะที่รูขุมขนยังเปิดอยู่ เพื่อให้ครีมยำรุงซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการอาบน้ำเย็น
แน่นอนว่าอุณหภูมิเย็นๆ ของน้ำจะช่วยปลุกการทำงานของระบบประสาทให้ตื่นขึ้น  ให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า สดชื่นแจ่มใส นอกจากนี้ยังช่วยกระชับรูขุมขน ผิวพรรณเต่งตึง ระหว่างอาบน้ำเย็นสามารถตบที่ผิวเบาๆ เพื่อปลุกการทำงานของระบบประสาทเพิ่มยิ่งขึ้นได้อีกด้วย
แต่หากน้ำเย็นเกินไป ก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของเราอีกเช่นกัน โดยเฉพาะยิ่งการสระผมด้วยน้ำเย็นจัด หากสุขภาพไม่แข็งแรงมากพอ อาจทำให้ไม่สบายได้
ดังนั้นเราแนะนำให้อาบน้ำเย็นในตอนเช้า เพื่อปลุกร่างกายให้สดชื่นแจ่มใสพร้อมรับวันใหม่ และคลายความง่วง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเย็นเสมอไป แค่เป็นน้ำอุณหภูมิห้อง หรืออุณหภูมิร่างกายก็พอค่ะ

อากาศร้อนจัด อาบน้ำอุ่น หรือน้ำเย็นดี?
หากเพิ่งโดนแดดเผามาใหม่ๆ อุณหภูมิของผิวกำลังร้อนๆ รุ่มๆ แนะนำว่าอย่าเพิ่งอาบน้ำในทันที ควรนั่งพักในที่ๆ อากาศถ่ายเทสะดวก หรือจะในห้องปรับอากาศก็ได้ หาน้ำเย็นมาดื่มให้ชื่นใจ จนความร้อนผ่าวตามผิวลดลงเท่ากับอุณหภูมิในห้อง คราวนี้จะเลือกอาบน้ำอุ่น หรือน้ำเย็นก็ได้หมดถ้าสดชื่นค่ะ

หากจะสระผม ควรเลือกน้ำอุณหภูมิปกติที่ 37 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านี้ได้อีก 1-2 องศา หากน้ำเย็นเกินไปจะทำให้ไม่สบาย หากน้ำอุ่น หรือร้อนเกินไป จะทำให้หนังศีรษะ และผมแห้งเกินไป
ที่มา:sanook

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561

5 ผลไม้คลายร้อน เย็นชื่นใจ น้ำตาลไม่สูง ไม่อ้วน


หน้าร้อนมาทีไร ทุกคนก็พยายามสรรหาเคล็ดลับทุกสิ่งอย่างที่จะช่วยคลายร้อนกันมากมาย นอกจากแอร์ และพัดลมจะช่วยคลายร้อนภายนอกร่างกายได้แล้ว เราต้องคล้ายร้อนจากภายในกันด้วย “อาหาร” ที่เราทาน ซึ่งก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ผลไม้” ยิ่งแช่มาเย็นๆ ยิ่งอร่อยชื่นใจ

จะมีผลไม้อะไรบ้างที่ช่วยคลายร้อน พร้อมคุณค่าทางสารอาหารดีๆ พร้อมน้ำตาลน้อย ไม่อ้วนกันบ้าง 


  • มะพร้าว

เมื่อนึกถึงหน้าร้อน หลายคนก็ต้องนึกถึงทะเล ชายหาด และต้นมะพร้าว มะพร้าวมาพร้อมทั้งเนื้ออ่อนๆ เคี้ยวมันเพลินปาก และน้ำมะพร้าวที่ชื่นฉ่ำใจ นอกจากช่วยคลายร้อนแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งเต่งตึง และแก้กระหายได้เป็นอย่างดี


  • แตงโม

จะมีผลไม้หน้าร้อนใดๆ ดีเท่าแตงโม ยิ่งเป็นแตงโมปั่นยิ่งฟินเวอร์ เพราะแตงโมเป็นผลไม้ที่มีน้ำเยอะ และน้ำตาลไม่สูงอย่างที่ตรงกับโจทย์ของเราเป๊ะ นอกจากดับกระหายได้ดี รสชาติไม่หวานจนเกินไปแล้ว ยังมีแคลอรี่ต่ำ มีไลคีน และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ผิวพรรณ และเส้นผมแข็งแรง บำรุงสายตา และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจอีกด้วย


  • แก้วมังกร

นอกจากจะเป็นผลไม้ที่มีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีเนื้อฉ่ำๆ ทานง่าย มีกากใยอาหารที่เหมาะสมแก่การขับถ่าย แล้วยังน้ำตาลน้อยอีกด้วย แถมยังช่วยดับกระหาย คลายร้อน ป้องกันการโรคหัวใจ และหลอดเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอวัย บำรุงผิว และลดความดันโลหิตได้ด้วย


  • แคนตาลูป / เมล่อน

ใครชอบผลไม้ไทยก็เลือกแคนตาลูป หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และรสชาติไม่หวาน แต่หากใครอยากเพิ่มหวานอีกนิด เนื้อนุ่มอีกหน่อย และอยากหรูขึ้นมาอีก 0.5 เท่า เราแนะนำเมล่อน โดยเฉพาะเมล่อนญี่ปุ่น มันเกิดมาเพื่อเป็นผลไม้หน้าร้อนจริงๆ ทานแล้วจะช่วยบำรุงผิว ชะลอวัย บำรุงสายตา บำรุงระบบประสาท และสมอง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน แถมยังช่วยลดไข้ได้อีกด้วย


  • แอปเปิ้ล

แอบเปิ้ลแช่เย็นก็ฟินอย่างบอกใครเหมือนกันนะ จะนำมาปั่นทานเป็นสมูทตี้โดยใส่โยเกิร์ตก็อร่อยไม่แพ้ผลไม้อื่นๆ ยิ่งใครชอบรสหวานนิดเปรี้ยวนำ เราแนะนำแอปเปิ้ลเขียว นอกจากเป็นผลไม้สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักอย่างแท้จริงแล้ว ยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง วิตามินซีสูง ป้องกันหวัด แล้วยังช่วยบำรุงให้หัวใจแข็งแรงอีกด้วย

ที่มา:sanook

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

4 สมุนไพรไทยไล่ยุง ป้องกันโรคติดต่อสารพัด


ระเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้นอยู่แทบจะตลอดทั้งปี เป็นไปไมได้เลยที่จะไม่พบ “ยุง” ตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ริมห้วยหนองคลองบึง รวมไปถึงในป่าดิบชื้น นอกจากจะสร้างความรำคาญ และรอยแผลบวมๆ คันๆ บนเรือนร่างของเราให้เกาจนถลอกกันแล้ว ยุงหลายชนิดยุงเป็นพาหะในการพาโรคติดต่อต่างๆ มาสู่เราด้วย เช่น โรคไข้เลือดออก โรคมาลาเรีย โรคเท้าช้าง เป็นต้น


การป้องกันขั้นแรกคือ การป้องกันตัวเองไม่ให้โดนยุงกัด ซึ่งสามารถหาสมุนไพรไทยมาช่วยไล่ยุงกันได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก และยังปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่าสารเคมีอื่นๆ อีกด้วย วิธีที่นิยมคือการใช้น้ำมันที่สกัดมาจากพืนสมุนไพรของไทย วิธีที่ง่ายที่สุดคือการต้มสมุนไพรนั้นๆ กับน้ำแล้วเก็บไอน้ำที่กลั่นออกมาใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย

  1. ตะไคร้หอม
น้ำมันที่สกัดมาจากตะไคร้หอม หรือครีม โลชั่น เครื่องประทินผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้หอมมากกว่า 17% จะช่วยป้องกันทั้งยุงลาย ยุงรำคาญ และยุงก้นปล่องได้ราว 1-4 ชั่วโมง
  1. ตะไคร้
ตะไคร้หอม (citronella grass) และตะไคร้บ้าน (lemongrass) เป็นคนละชนิดกัน ตะไคร้หอมจะมีกาบใบสีขาวอมแดง หรืออมม่วง ลำต้นบางกว่า และกาบใบบางกว่าตะไคร้บ้าน ลำต้นหยาบ และเหนียวว่าตะไคร้บ้าน และตะไคร้บ้านรสชาติดีกว่าตะไคร้หอม  จึงนิยมนำตะไคร้บ้านมาทำอาหารมากกว่า แต่ถึงกระนั้นกลิ่นของตะไคร้บ้านก็ช่วยไล่ยุงได้เช่นกัน น้ำมันตะไคร้ 20-25% สามารถป้องกันยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก แล้วค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่สามารถป้องกันยุงรำคาญได้นานถึง 1-3 ชั่วโมงเช่นกัน
  1. มะกรูด
น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดใช้ป้องกันยุงได้นานถึง 95 นาที หรือ 1.35 ชั่วโมง และยาทากันยุงที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกรูด 25-50% จะมีฤทธิ์ป้องกันยุงนานถึง 30-60 นาที
  1. สะเดา
นอกจากจะจิ้มน้ำปลาหวานทานอร่อยแล้ว น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากสะเดายังช่วยป้องกันยุงได้อีกด้วย โดยสบู่อาบน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้นานถึง 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ที่มา:sanook

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

พบน้ำดื่มบรรจุขวดกว่า 90% มีไมโครพลาสติกปนเปื้อน


องค์การอนามัยโลก (WHO) สั่งทดสอบความเสี่ยงที่อาจเกิดจากพลาสติก หลังจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า น้ำดื่มบรรจุขวดชื่อดังหลายยี่ห้อกว่า 90% มีชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กที่เรียกว่าไมโครพลาสติกปะปนอยู่ในขวด
โดยการวิจัยครั้งนี้ ได้ทำการสุ่มกรวดน้ำดื่มชื่อดัง 11 ยี่ห้อ จำนวน 259 ขวด จาก 19 พื้นที่ ใน 9 ประเทศ อันประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา จีน บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก เลบานอน เคนยา และไทย
ผลการตรวจสอบพบว่า โดยน้ำดื่มโดยเฉลี่ยมีปริมาณไมโครพลาสติกปะปนอยู่ที่ 325 เม็ดต่อปริมาณน้ำหนึ่งลิตร  ยี่ห้อที่มากที่สุดมีปริมาณไมโครพลาสติกปะปนอยู่ถึง 10,000 เม็ด โดยหลังจากตรวจสอบน้ำดื่มทั้ง 259 ขวดแล้ว พบว่ามีเพียง 17 ขวดเท่านั้น ที่ไม่มีไมโครพลาสติกปะปนอยู่

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยกล่าวว่า อนุภาคพลาสติกที่พบในน้ำดื่มบรรจุขวดเหล่านี้ มีปริมาณมากกว่าที่เคยตรวจพบในน้ำประปาถึงประมาณสองเท่า
สำหรับชนิดของพลาสติกที่ถูกตรวจพบนั้น ส่วนใหญ่เป็นโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดที่นำมาใช้ทำฝาบรรจุขวดนั่นเอง  
สำหรับเรื่องนี้โฆษกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวจาก The Guardian ว่า  แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีรายงานถึงผลกระทบของไมโครพลาสติกที่มีต่อร่างกายมนุษย์ แต่ทาง WHO ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้มีการจัดตั้งทีมค้นคว้าวิจัย เพื่อศึกษาถึงความเสี่ยงของเรื่องนี้อย่างรอบด้านแล้ว
ที่มา:sanook

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

10 ปัจจัยเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน


หูเป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญไม่ควรมองข้าม เพราะทำให้เราได้ยินและสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ บางคนอาจเคยประสบปัญหากับอาการหูอื้อ หูตึง หรือหูดับเฉียบพลัน ซึ่งอาจมีการสูญเสียการได้ยินเพียงชั่วคราวแล้วก็หาย แต่บางคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อม หรือมีอาชีพเสี่ยงที่ต้องได้ยินเสียงดังเป็นเวลานานๆ การสูญเสียการได้ยินในลักษณะนี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป การได้ยินจะค่อยๆแย่ลงโดยไม่รู้ตัว 

กฎหมายจึงกำหนดว่าที่ทำงานต้องมีการจัดทำแผนโครงการอนุรักษ์การได้ยิน ไม่เพียงแต่เสียง  ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องอื่นๆ อีก คือ
  1. การแคะหู ทำให้มีขี้หูอุดตัน ช่องหูอักเสบติดเชื้อ เสี่ยงต่อเยื่อแก้วหูทะลุ ทำให้สูญเสียการได้ยินได้ ความจริงแล้วเราไม่ควรแคะหูเพราะขี้หูถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยป้องกันผิวหนังของรูหูจากสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ เหงื่อ รวมไปถึงเชื้อโรค ฝุ่นละออง ปกติขี้หูที่สะสมอยู่จะแห้งหลุดออกมาได้เองจึงไม่จำเป็นต้องปั่นหรือแคะ  การทำความสะอาดหูให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำ บิดพอหมาดเช็ดบริเวณใบหูและรูหูเท่าที่นิ้วจะเช็ดเข้าไปได้เท่านั้น
  2. การเป็นหวัดทำให้ท่อปรับความดันที่ต่ออยู่ระหว่างช่องคอกับหูชั้นกลางบวม ความดันในหูชั้นกลางผิดปกติ ไม่สามารถปรับความดันให้เท่ากับบรรยากาศภายนอกได้ คนไข้จะรู้สึกหูอื้อหรือปวดหู
  3. การสั่งน้ำมูกแรงๆ ทำให้มีของเหลว น้ำมูกย้อนไปขังในหูชั้นกลาง หากของเหลวนั้นไม่สามารถระบายออกมาได้มักทำให้มีการอักเสบของหูชั้นกลาง คนไข้มักมีอาการหูอื้อหรือปวดหู
  4. การได้รับเสียงดังมากๆ เช่น เสียงระเบิด เสียงประทัด อาจทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด กระดูกหูหลุดหรือประสาทหูเสื่อมได้
  5. การฟังเสียงดัง เช่น การฟังเพลงในที่ที่มีเสียงรบกวน เราจะเพิ่มความดังเสียงโดยไม่รู้ตัว หรือการที่ต้องทำงานสัมผัสเสียงดังๆ เช่น เสียงเครื่องจักร และไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง มักทำให้ประสาทหูชั้นในเสื่อมได้
  6. ประสาทหูเสื่อมแบบเฉียบพลัน คนไข้มักมีอาการหูดับแบบเฉียบพลันหรือรู้สึกว่าการได้ยินลดลงแบบเฉียบพลัน เกิดได้จากหลายสาเหตุ
  7. โรคหูน้ำหนวก คือ โรคที่มีการอักเสบของหูชั้นกลางแบบเรื้อรัง มีเยื่อแก้วหูทะลุและอาจมีน้ำหรือหนองไหลออกจากหู อาการมักเป็นๆหายๆ ระยะเวลามากกว่า 3 เดือน
  8. โรคหินปูนเกาะที่กระดูกหูชั้นกลาง เกิดจากหินปูนที่เจริญผิดปกติในหูชั้นกลาง เกาะระหว่างฐานของกระดูกโกลนกับช่องรูปไข่ ซึ่งเป็นช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นใน ทำให้เสียงไม่สามารถผ่านจากหูชั้นกลาง เข้าไปในหูชั้นในได้ตามปกติ ทำให้หูอื้อหรือหูตึง นอกจากนั้นอาจเกิดหินปูนเจริญผิดที่ในหูชั้นใน หรือหินปูนที่ผิดปกติในหูชั้นกลางปล่อยเอนไซม์บางชนิดเข้าไปในหูชั้นใน ทำให้มีเสียงดังในหู หรือเวียนศีรษะบ้านหมุนได้
  9. โรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต ไขมันในเลือดสูง ทำให้ประสาทหูชั้นในเสื่อม
  10. เนื้องอกที่เส้นประสาทการได้ยิน มักมีการสูญเสียการได้ยินข้างเดียว โดยที่ความแตกต่างของระดับการได้ยินของหูทั้ง 2 ข้างมักต่างกันเกิน 40 เดซิเบลขึ้นไป คนไข้มักบอกว่าได้ยินเสียงแต่ไม่สามารถแปลความหมายจากสิ่งที่ฟังได้ (ได้ยินแต่ไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร) บางคนอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะบ้านหมุนร่วมด้วย
ที่มา:sanook